หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ทรัมป์สั่งการโจมตีอิหร่าน เร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อบีบให้อิหร่านยอมจำนน กลับมาเจรจายุติสงครามอิหร่าน-สหรัฐ
KEY POINTS
- ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้กองทัพสหรัฐ เตรียมโจมตีอิหร่านรอบใหม่เร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมจำนน ตามรายงานของ Wall Street Journal
- เป้าหมายการโจมตีที่สหรัฐ กำลังพิจารณาคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ
- ทำเนียบขาวระบุว่าอิหร่านจะต้องชดใช้ต่อไปจนกว่าจะยอมเจรจาในรูปแบบที่ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่ามีความหมาย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐ ทำการโจมตีอิหร่านรอบใหม่เร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล (Wall Street Journal) เมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค. 69) ที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐ ไม่เปิดเผยนาม ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกดดันให้เตหะรานยอมจำนน
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า รายงานข่าวชิ้นนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์แสดงความกังขาต่อการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน พร้อมทั้งย้ำคำขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยกำลังอย่างรุนแรง หลังจากเกิดเหตุโจมตีฐานทัพสหรัฐ ในประเทศจอร์แดน
"เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมาก" ประธานาธิบดีกล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ "และเมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะพูดออกมาเองว่า พวกเขาทนรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว"
ด้านสำนักข่าวซีบีเอส (CBS) รายงานแยกต่างหากว่า สหรัฐ กำลังพิจารณาเป้าหมายการโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นการยกระดับการโจมตีทางทหารครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรสนับสนุนเตือนว่า การตั้งใจทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายที่เป็นพลเรือนอาจเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงครามได้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส WTI พุ่งขึ้นเหนือระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกเวลาทำการเมื่อบ่ายวันศุกร์ หลังจากมีรายงานของ CBS ออกมา
คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับรายงานการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ระบุในแถลงการณ์ว่า "อิหร่านจะต้องชดใช้ต่อไป จนกว่าพวกเขาจะยอมเข้ามาเจรจาในรูปแบบที่ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่า มีความหมาย"
- ท่าทีไม่แน่นอนของทรัมป์
ประธานาธิบดีทรัมป์มักจะขู่ยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน สงครามครั้งนี้ส่งผลให้ยุทธภัณฑ์ของสหรัฐ ลดน้อยลง โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นในระบบป้องกันทางอากาศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งการโจมตีฐานทัพ
ผลกระทบที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดความขัดแย้งนี้ ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่โดยสหรัฐ และอิสราเอล ทางฝั่งอิหร่านได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยที่สำคัญของโลก แม้ว่ากองทัพอิหร่านจะไม่สามารถเทียบเทียบนุภาพทางทหารของสหรัฐได้ แต่การที่เตหะรานใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันทั่วทั้งภูมิภาค
และในสัปดาห์นี้เอง อียิปต์ก็ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้ง เมื่อเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สองลำถูกโดรนโจมตีที่ท่าเรือดาเมียตตา (Damietta)
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทุกครั้งที่มีการปะทะรอบใหม่ ส่งผลให้ชาวอเมริกันซึ่งกำลังเผชิญกับภาระค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพอื่นๆ ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นอย่างมาก และด้วยการควบคุมสภาคองเกรสที่เป็นเดิมพันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่พอใจกับการบริหารจัดการสงคราม และเศรษฐกิจ ของทรัมป์
- ทรัมป์แสดงความกังขาต่อการเจรจารอบใหม่กับอิหร่าน ขณะที่สงครามยังคงยืดเยื้อ
เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมที่แคมป์เดวิด (สถานที่พักผ่อนของประธานาธิบดีในรัฐแมรีแลนด์) ว่า เขากำลัง "หมดความเชื่อมั่นในตัวพวกเขา เพราะพวกเขาโกหกและบิดเบือนความจริง"
"และเมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะพูดออกมาเองว่า พวกเขาทนรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว" ทรัมป์กล่าวเสริม
ความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด โดยผู้นำอิหร่านได้ออกมาสะท้อนคำกล่าวของทรัมป์เช่นกัน โดยระบุว่าฝ่ายอเมริกันเป็นฝ่ายตระบัดสัตย์และไม่สามารถเชื่อถือได้





