วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

สหรัฐเล็งถือหุ้นน้ำมันเวเนฯ 35% พร้อมล็อกสิทธิ ‘ยาว 100 ปี’

แม้อิหร่านกำลังบีบเส้นเลือดน้ำมันโลก แต่ทรัมป์อาจมองเห็นทางออกอยู่ที่ ‘เวเนซุเอลา’ เมื่อรัฐบาลสหรัฐเตรียมก้าวจากผู้เปิดทางให้นักลงทุน สู่การเป็น ‘ผู้ลงทุน’ เสียเอง พร้อมดึงเพนตากอน เข้าถือผลประโยชน์ในขุมทรัพย์น้ำมันมหาศาล ล็อกหลักประกันพลังงานให้สหรัฐยาวถึง 100 ปี

ท่ามกลางวิกฤติฮอร์มุซที่กำลังบีบคั้นเส้นเลือดน้ำมัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เห็น “ทางออก” ในอีกฟากหนึ่งของโลก นั่นคือ “เวเนซุเอลา” ประเทศที่ครอบครองน้ำมันสำรองมหาศาล และกำลังจะเปิดทางให้สหรัฐเข้าถึงแหล่งน้ำมันถึง 17 แห่ง ซึ่งมีน้ำมันรวมราว 65,000 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณสำรองทั้งประเทศ

เมื่อบริษัทน้ำมันอเมริกันยังลังเลที่จะทุ่มเงินลงทุน รัฐบาลทรัมป์จึงเลือกวิธีที่ไม่ธรรมดา นั่นคือ ให้รัฐบาลสหรัฐก้าวลงมาเป็น “นักลงทุน” เสียเอง พร้อมดึงเพนตากอนหรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เข้ามามีผลประโยชน์โดยตรงในน้ำมันเวเนซุเอลา

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลเปิดเผยว่า หัวใจของดีลอยู่ที่ “North American Blue Energy Partners” (NABEP) บริษัทเอกชนที่นำโดย “อเลจานโดร เบตันกูร์ต” นักธุรกิจชาวเวเนซุเอลาผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลรักษาการของประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ และกำลังจะกลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมผลประโยชน์ด้านพลังงานของสหรัฐเข้ากับเวเนซุเอลา ภายใต้แผนดังกล่าว

สหรัฐจะเข้าถือหุ้น NABEP ในสัดส่วน 35% แบบไม่มีบทบาทบริหาร พร้อมคว้าสิทธิพิเศษในการซื้อ 20% ของผลผลิตในราคาต้นทุน ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐจะได้รับสิทธิ “ระยะยาวถึง 100 ปี” ในแหล่งน้ำมันบางส่วนของเวเนซุเอลา

ส่วนสำนักงานทุนยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Capital: OSC) ของเพนตากอน จะเข้ามาจัดโครงสร้างการลงทุน ก่อนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะเป็นผู้ถือผลประโยชน์จากหุ้นและสิทธิในการซื้อน้ำมันจากโครงการในท้ายที่สุด

นั่นหมายความว่า “เพนตากอน” ซึ่งมีภารกิจหลักด้านความมั่นคง กำลังขยับบทบาทเข้าไปแตะ “อุตสาหกรรมน้ำมัน” โดยตรง สะท้อนมุมมองของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่ได้มองน้ำมันเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงของชาติ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ถึงกับเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่” เพราะจะช่วยให้สหรัฐเข้าถึงน้ำมันต้นทุนต่ำในซีกโลกตะวันตก และหวังว่าจะช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของชาวอเมริกัน

ฝั่งเวเนซุเอลาก็มองเห็นผลประโยชน์ก้อนโตเช่นกัน โดยโรดริเกซระบุว่า ข้อตกลงนี้อาจดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างรายได้ภาษีมากกว่า 2.09 แสนล้านดอลลาร์ รวมถึงงานอีกหลายพันตำแหน่ง เพื่อช่วยฟื้นอุตสาหกรรมน้ำมันที่ซบเซามานาน

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขมหาศาล ดีลนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม โดยหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดคือ “รัฐบาลเวเนซุเอลาชุดปัจจุบัน มีอำนาจมอบสิทธิเหล่านี้จริงหรือไม่?”

รัฐธรรมนูญเวเนซุเอลาปี 1999 บัญญัติไว้ว่า น้ำมันสำรองเป็นทรัพย์สินของสาธารณรัฐเวเนซุเอลาและไม่สามารถขายได้ ทำให้ฝ่ายวิจารณ์ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของข้อตกลง และความเสี่ยงที่รัฐบาลชุดใหม่ในอนาคต อาจนำดีลนี้ขึ้นท้าทายทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของข้อตกลงดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวโดยเฉพาะ

เพราะแทนที่สหรัฐจะทำสัญญากับรัฐบาลเวเนซุเอลาโดยตรง วอชิงตันกลับเลือกเข้าไปถือหุ้นใน “บริษัทเอกชน” ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับการเจรจามองว่า จะทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาชุดต่อไปฉีกหรือรื้อข้อตกลงได้ยากขึ้น

ความไม่แน่นอนเหล่านี้เอง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐยังไม่กล้ากระโจนเข้าสู่เวเนซุเอลาเต็มตัว แม้รัฐบาลทรัมป์จะพยายามผลักดันบริษัทอย่าง ExxonMobil และ ConocoPhillips ให้กลับเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำมัน แต่ทั้งปัญหาด้านกฎหมาย ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ยังคงทำให้ภาคเอกชนเลือกยืนดูอยู่ข้างสนาม

และแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันมหาศาลอยู่ใต้ดิน แต่การเปลี่ยน “น้ำมันสำรอง” ให้กลายเป็น “น้ำมันที่สูบขึ้นมาขายได้จริง” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงราว 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงกับรัฐนอร์ทดาโคตาของสหรัฐ ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูกำลังผลิตและโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่ทรุดโทรมมานาน อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงแทบไม่ใช่คำตอบระยะสั้นที่จะเข้ามาทดแทนอุปทานที่หายไปจากวิกฤติฮอร์มุซ หรือกดราคาน้ำมันในสหรัฐลงได้ทันที

แต่ในระยะยาว เดิมพันครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่านั้น เพราะหากข้อตกลงสามารถยืนหยัดผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเวเนซุเอลาได้สำเร็จ ทรัมป์อาจไม่ได้เพียงหาแหล่งน้ำมันใหม่มารองรับความปั่นป่วนจากตะวันออกกลาง แต่กำลังวางหมากให้สหรัฐมี “หลักประกันด้านพลังงาน” อยู่ในประเทศที่ครอบครองหนึ่งในขุมทรัพย์น้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกไปอีกนานนับศตวรรษ

อ้างอิง: wsjreuters