วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ชมแฟชั่นโชว์ ‘ชุดคาฟทัน’ สานสัมพันธ์ ‘ไทย-โมร็อกโก’

ชุดคาฟทันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์ ศิลปะ และอัตลักษณ์ของชาติที่ยังมีลมหายใจตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา และสะท้อนถึงความสง่างาม ความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาคต่างๆ ในโมร็อกโก

การแต่งกายเป็นหนึ่งในสื่อกลางที่สะท้อนภาพสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละประเทศได้อย่างเด่นชัด ทั้งยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี และหนึ่งในประเทศที่มีการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ และสง่างามไม่แพ้ใคร ก็คือ “โมร็อกโก” ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาหรับแห่งแอฟริกาเหนือ”

สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย จัดงานแฟชั่นโชว์ “Moroccan Caftan : Timeless Elegance, Modern Spirit” เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ที่ผ่านมา  ส่วนหนึ่งของสัปดาห์วัฒนธรรมโมร็อกโก เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกายผ่านการจัดแสดงแฟชั่นชุดคาฟตัน (Caftan) หลายคอนเซปต์ ตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงแบบร่วมสมัย สะท้อนถึงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่เข้ากันได้ดีกับแฟชั่นทุกยุคทุกสมัย

ชมแฟชั่นโชว์ ‘ชุดคาฟทัน’ สานสัมพันธ์ ‘ไทย-โมร็อกโก’

อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย กล่าวว่า งานแฟชั่นโชว์นี้ เป็นอีเวนต์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของโมร็อกโก รวมถึงความสร้างสรรค์และหลากหลายทางแฟชั่นของโมร็อกโก ทั้งยังเป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวโมร็อกโกและชาวไทย และอาจเชื่อมโยงโลกศิลปะทั้งสองเข้าด้วยกัน เชื่อมสัมพันธ์ศิลปินโมร็อกโกและศิลปินไทย เพราะทั้งสองประเทศมีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน

“โมร็อกโกและไทยเป็นราชอาณาจักรเก่าแก่ เรามีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน เรามีความคล้ายกันตรงที่เราต่างให้คุณค่ากับมรดก ประเพณี และขนบธรรมเนียมของเราอยู่เสมอ”

ชมแฟชั่นโชว์ ‘ชุดคาฟทัน’ สานสัมพันธ์ ‘ไทย-โมร็อกโก’

 

‘คาฟตัน’ มรดกที่จับต้องไม่ได้

ชุดคาฟตัน (Kaftan) เป็นเครื่องแต่งกายประเภทหนึ่งที่หลายคนอาจรู้จักอยู่แล้ว  มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาวทรงหลวมสวมใส่กันอย่างแพร่หลายในหลายวัฒนธรรมมาหลายพันปี และได้รับความนิยมมากในประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เว็บไซต์สิวานนาสปิริต ขนานนามว่า ชุดคาฟตันเป็นหนึ่งในชุดประจำชาติของโลกอาหรับก็ว่าได้ และในโลกแฟชั่นชุดคาฟตันเป็นสไตล์เสื้อผ้าที่สามารถใส่ได้ทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส

สำหรับโมร็อกโก เอกอัครราชทูตกล่าวว่า ชุดคาฟทันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์ ศิลปะ และอัตลักษณ์ของชาติที่ยังมีลมหายใจตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา และสะท้อนถึงความสง่างาม ความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาคต่างๆ ในโมร็อกโก

ศิลปะ ภูมิปัญญาดั้งเดิม และทักษะการตัดเย็บชุดคาฟทันของโมร็อกโก ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เป็น "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ" ในปี 2025 การประกาศเกียรติคุณดังกล่าวไม่ได้ยกย่องเพียงทักษะอันน่าทึ่งของช่างฝีมือและช่างศิลป์ชาวโมร็อกโกเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกย่องทั้งในมิติทางวัฒนธรรม สังคม และประวัติศาสตร์ของรัฐ ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนที่สุดของอัตลักษณ์และความสง่างามของโมร็อกโกตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

ชมแฟชั่นโชว์ ‘ชุดคาฟทัน’ สานสัมพันธ์ ‘ไทย-โมร็อกโก’

ทูตกล่าวว่า ชุดคาฟตันในแฟชั่นโชว์ทุกชุดล้วนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งช่างปัก ช่างทอ นักออกแบบ และช่างฝีมือที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนเพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม พร้อมปรับให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ละทิ้งรากเหง้ามรดกทางวัฒนธรรมโมร็อกโก

ชุดคาฟตันของโมร็อกโกยังเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและความทันสมัย และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการแฟชันร่วมสมัยทั่วโลก

“ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถเป็นสะพานเชื่อมผู้คน เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน แรงบันดาลใจ และความเข้าใจระหว่างกัน” ทูตเราะห์ฮาลีกล่าว

ชมแฟชั่นโชว์ ‘ชุดคาฟทัน’ สานสัมพันธ์ ‘ไทย-โมร็อกโก’

 

แฟชั่นหลอมรวมวัฒนธรม

หนึ่งในคอลเลกชันที่น่าสนใจในแฟชั่นโชว์คือ คอลเลกชัน “บาเฮีย” (Bahia) ภายใต้แนวคิด “Dialogue of the Kingdoms” หรือการเสวนาระหว่างอาณาจักร ฉายภาพการพบกันระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมของโมร็อกโกและความสง่างามของประเทศไทย

คอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากความงามอันเป็นอมตะของพระราชวังบาเฮียในเมืองมาราเกชของโมร็อกโก โดยคำว่า “บาเฮีย” หมายถึงความรุ่งโรจน์และความงดงาม คอลเลกชันนี้เป็นการผสมผสานเครื่องแต่งกายดั้งเดิมกับและสถาปัตยกรรมของโมร็อกโก และเป็นงานฝีมือที่มีรายละเอียดสูง มีการปักด้วยมือ และใช้ผ้าไหมที่มีความพริ้วไหว สะท้อนถึงความอดทน ความสวยงาม และการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรม ผลงานชุดนี้ยังผสมผสานความสง่างามของไทยด้วยการเพิ่มลวดลายอ่อนช้อย มีกลิ่นอายความเป็นชุดพิธีการ และผสมผสานด้วยแสงสีทอง สะท้อนถึงความทุ่มเทระหว่างไทยและโมร็อกโกที่มีร่วมกันในเรื่องงานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม การต้อนรับ และความสง่างามเหนือกาลเวลา

ขณะที่คอลเลกชัน “Majorelle Meets Siam” ได้แรงบันดาลใจหลักมาจาก สวนพฤษศาสตร์มาโจเรลล์การ์เดน (Majorelle Garden) ในเมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก ที่มีความโดดเด่นตรงตัวที่อาคารในสวนซึ่งมีสีน้ำเงินโคบอลต์ (Cobalt Blue) สดใส ผสมผสานเข้ากับความเขียวชะอุ่มของพรรณไม้ 

คอลเลกชันนี้เป็นการนำเอกลักษณ์ของโมร็อกโกมาตีความใหม่ผสมผสานงานฝีมือแบบโมร็อกโกที่ใช้ผ้าไหมคุณภาพสูง และเทคนิคปักด้วยมืออย่างประณีต กับความสง่างามและความละเมียดละไมในแบบฉบับสยาม โดยใช้สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของสวนมาโจเรลล์ควบคู่กับสีทองที่สื่อถึงความเป็นไทย พร้อมเสริมด้วยลวดลายดอกไม้อันอ่อนช้อย และแต่งเติมความแวววาวตามแบบฉบับไทย เพิ่มความเป็นประกายให้กับชุด

คอลเลกชันดังกล่าวเสมือนเป็นตัวแทนของ “สองอาณาจักร” (โมร็อกโกและไทย) ที่ศิลปะไม่ใช่แค่สิ่งที่มีไว้เพื่อชื่นชม แต่เป็นสิ่งที่นำมาใช้ได้จริง ได้รับการอนุรักษ์และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังเป็นการรวบรวมมรดกอันล้ำค่ามาแปลงโฉมให้กลายเป็นแฟชั่นชั้นสูงร่วมสมัย

ระยะทางห่างไกล แต่ใจใกล้ชิดกัน

เอกอัครราชทูตเราะห์ฮาลีกล่าวว่า

"งานแฟชั่นโชว์ไม่ใช่งานส่งเสริมการค้าโดยตรง แต่อาจช่วยส่งเสริมการค้าได้ในทางอ้อม งานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้เป็นเหมือนคำเชิญชวนให้ชาวต่างมาสำรวจและทำความรู้จักว่าโมร็อกโกมีอะไร อย่างน้อยผู้คนก็จะเกิดคำถามว่าโมร็อกโกคืออะไร อยู่ที่ไหน พวกเขาส่งออกอะไร ผลิตอะไร แล้วทำอะไรร่วมกันได้บ้าง และใช่ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่จัดงานนี้"

ทูตกล่าวต่อว่า แม้ตอนนี้ยอดนักท่องเที่ยวไปหาสู่กันระหว่างไทยและโมร็อกโกยังคงน้อย แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประเทศไทยกำลังเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวโมร็อกโก ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในโมร็อกโกมากขึ้นเช่นกัน และมีหลายเมืองที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย เช่น เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) ที่จักกันในชื่อ “นครสีฟ้า”, มาร์ราเกช (Marrakesh), แทนเจียร์ (Tangier) , และคาซาบลังกา (Casablanca)

ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทยไม่ได้ระบุแยกว่ามีนักท่องเที่ยวมาจากโมร็อกโกเท่าใด แต่ระบุโดยภาพรวมว่ามาจากทวีแอฟริกาหลักแสนคน ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า นักท่องเที่ยวจากทวีปแอฟริกามาเยือนไทยในปี 2568 รวมทั้งสิ้น 196,984 คน เพิ่มขึ้น 17.96% เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศระบุข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวโมร็อกโกในไทยปีล่าสุดแค่ปี 2565 โดยมีชาวโมร็อกโก/ผู้มีถิ่นพำนักในโมร็อกโกขอรับการตรวจลงตราเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในไทยจำนวน 2,854 คน ส่วนในปี 2562 มี 9,910 คน และมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปโมร็อกโก 71 คน

“ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นประเทศแห่งรอยยิ้ม และโมร็อกโกเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นประเทศแห่งการต้อนรับ ซึ่งการต้อนรับก็มาคู่กับรอยยิ้ม ความสัมพันธ์ของพวกเราดีมาก แต่จำเป็นต้องพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น และผลักดันความสัมพันธ์นี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” เราะห์ฮาลีกล่าว และทิ้งท้าย “เราอยู่ห่างไกลกันมาก แต่หัวใจของเราใกล้ชิดกัน เราชื่นชอบคนไทย และผมมั่นใจว่าคนไทยก็ชื่นชอบชาวโมร็อกโกเช่นกัน ผมหวังว่าพวกเราจะได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น”