วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'เทคโนโลยีดิจิทัล-กฎหมาย-คน’ ปัจจัยสำคัญ ‘ต้านการทุจริต’ ยุคใหม่

การต่อต้านการทุจริตไม่ได้ใช้เอไอสนับสนุนอย่างเดียว ยังต้องใช้กฎหมาย นโยบาย กรอบยุทธศาสตร์ สถาบันต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้อาเซียนมีความพร้อมปรับใช้เอไอ มีกฎหมายมีกฎระเบียบ แต่ช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายยังมีอยู่มาก

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพในหลายประเทศยังคงมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านดิจิทัล กฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี แต่การจะก้าวข้ามผ่านความท้าทายเหล่านั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ขณะเดียวกันเราสามารถเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสได้ด้วย

งานประชุมต่อต้านการทุจริตระหว่างประเทศ (International Anti-Corruption Forum) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-3 ก.ค. ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ นอกจากเป็นงานเฉลิมฉลอง 10 ปีแห่งความร่วมมือในการต่อต้านการทุจริตระหว่างคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (ACRC) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานต่อต้านการทุจริต และหารือการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

อังกา ทิมิลสินา ที่ปรึกษาระดับโลกด้านการต่อต้านการทุจริตของ UNDP เผยในงานประชุม คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนด้านข้อมูลสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และเอไอจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 15-16 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า แม้ทั่วโลกยังคงมีความกังวลในการใช้เอไอ แต่ทิมิลสินาบอกว่าเอไอยังเป็นเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ด้วย เช่น เป็นประโยชน์สำหรับภาคพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการศึกษา

'เทคโนโลยีดิจิทัล-กฎหมาย-คน’ ปัจจัยสำคัญ ‘ต้านการทุจริต’ ยุคใหม่

ทว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ ยังมีหลายประเทศถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประชากร 1 ใน 3 ยังคงเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตขณะที่นวัตกรรมเอไอขับเคลื่อนมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่งจากโลกเหนือ ส่วนโลกใต้ยังมีช่องว่างด้านนี้อยู่มาก ทั้งมีการลงทุนด้านเอไอที่จำกัด ขาดแคลนทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถ และผลกระทบทางเศรษฐกิจของเอไอที่ตกถึงโลกใต้นั้นมีเพียงแค่ 10% เท่านั้น

ในการต่อต้านการทุจริต เอไอมีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และสามารถพัฒนาเอไอเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าในการตรวจจับความผิดปกติและคาดการณ์พฤติกรรมต่างๆ ที่เสี่ยงก่อให้เกิดการทุจริตได้ ที่ปรึกษา UNDP บอกว่าจากการสำรวจกรณีศึกษาทั่วโลก พบว่า  การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นหน่วยที่มีการนำเอไอมาใช้และประสบความสำเร็จสูงสุด นอกจากนี้ภาครัฐยังมีการปรับใช้เอไอในงานเกี่ยวกับความยุติธรรม การเงิน และการตรวจสอบการเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตาม ทิมิลสินากล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีมีส่วนทำให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในบางประเทศไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะเอไอสามารถนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมทุจริตได้เช่นกัน อาทิ การแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการออกแบบแผนการทุจริตที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันเอไอยังคงมีปัญหาเรื่อง “กล่องดำ” (Black box) คือ เราได้เพียงข้อมูลและการประมวลผลจากเอไอแต่ยากจะเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของเอไอ ซึ่งเป็นความท้าทายด้านการกำกับดูแล

ทิมิลสินาย้ำว่า การออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงด้านการทุจริต แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีแค่บางประเทศ/ภูมิภาคเท่านั้นที่มีกฎระเบียบควบคุมเอไอ อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) มี AI Act 2024, สหรัฐมี AI Bill of Rights (2022) บางประเทศก็มียุทธศาสตร์เอไอระดับชาติ เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เยอรมนี เป็นต้น องค์กรระดับโลกมีเช่นกัน อาทิ IAWG-AI ของยูเอ็น, Principles on AI ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ AI Principles ของ กลุ่มประเทศจี20

ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านทุจริตแนะว่า แต่ละประเทศจำเป็นต้องสร้างกฎระเบียบที่มีความสอดคล้องกันระหว่าง ยุทธศาสตร์เอไอระดับชาติ และยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ นอกจากนี้ยังต้องลงทุนทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพราะการใช้ AI ไม่ใช่การซื้อเครื่องมือมาแล้วจบ แต่ต้องลงทุนและทดลองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการตรวจสอบจากมนุษย์ยังคงสำคัญที่สุด แม้เอไอฉลาด แต่ในปัจจุบันเอไอยังไม่สามารถเข้าใจโลกทางกายภาพที่ซับซ้อนได้ดีเท่ากับสิ่งมีชีวิต

“ผมได้อ่านบทความของยานน์ เลอคุน เขาเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลก เขาชี้ให้เห็นว่า ทุกวันนี้เรายังไม่มีหุ่นยนต์ที่สามารถทำความเข้าใจโลกทางกายภาพได้ดีเท่ากับหนูตัวนึงเลย ดังนั้น แม้ปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาไปมาก แต่ก็ยังไม่ได้ฉลาดไปกว่าหนูในแง่ของการเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน การรับรู้สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงยังคงเป็นผู้ที่ต้องนำเอไอมาใช้และตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ”

 

'เทคโนโลยีดิจิทัล-กฎหมาย-คน’ ปัจจัยสำคัญ ‘ต้านการทุจริต’ ยุคใหม่

 

ดิจิทัล กฎหมาย ทักษะแรงงาน

ทิมิลสินาให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ในการปรับใช้เอไอเพื่อการทำงานด้านการต่อต้านการทุจริต สิ่งแรกที่ต้องเริ่มคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั่วโลกยังมีช่องว่างเรื่องนี้ ประเทศร่ำรวยมีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่าประเทศรายได้ต่ำ นอกจากนี้ประเทศที่มีรายได้ต่ำยังขาดความรู้เกี่ยวกับเอไอ มีปัญหาด้านธรรมาภิบาลและกฎระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับเอไอ ถือว่ายังคงล้าหลังอยู่มาก

อย่างไรก็ดี UNDP ก็มีส่วนช่วยให้ประเทศเหล่านั้นเข้าถึงเอไอมากขึ้นผ่านการช่วยกำหนด แนะนำกฎระเบียบ และหลักการต่างๆ ให้กับสมาชิก เช่น หลักการกำกับดูแลเอไอหรือการใช้เอไออย่างมีจริยธรรม ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านดิจิทัล ตลอดจนอำนวยความสะดวกแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ยังอยู่ในช่วงการเรียนรู้และการลงทุน

เมื่อถามว่าเอไอสามารช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ทิมิลสินาเชื่อว่าเอไอช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความสุจริตได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การตรวจสอบภาษี การตรวจการจัดซื้อจัดจ้าง แต่นั่นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เข้าถึงได้ เช่น แหล่งข้อมูลเปิด และที่สำคัญต้องมีมนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบ และเพื่อให้การทำงานตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก ต้องมีการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสากล มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีความปลอดภัยด้านความเป็นส่วนตัว เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด 

ทิมิลสินากล่าวด้วยว่า แม้อาเซียนเผชิญความท้าทายมากมายในด้านเอไอและและดิจิทัล แต่เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนโตเร็วมาก มีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจะโต 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ขณะที่ตัวเลขประชากรถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ดี ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล และอาเซียนก็มีความร่วมมือกันในการทำงานด้านดิจิทัลที่แข็งขัน ดังนั้นอาเซียนมีความพร้อมในการนำเอไอมาใช้แน่นอน ทว่า ยังคงมีการลงทุนด้านนี้ที่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน รวมถึงประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงบางประเทศ เช่น กาตาร์ หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และถ้าไม่นับสิงคโปร์ที่ดึงดูดการลงทุนในเอไอได้จำนวนมาก ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ยังไม่มีเงินทุนจากนักลงทุนเอไอในระดับโลกเข้ามามากนัก

ดังนั้นจึงยังมีความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในกลุ่มประเทศอาเซียน ขาดเงินทุนสนับสนุนด้านเอไอที่เพียงพอบางประเทศยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และมีช่องว่างด้านความสามารถ กล่าวคือยังขาดแรงงานที่มีทักษะสูง เช่น วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือทักษะทางดิจิทัล

เมื่อถามถึงประเทศที่มีโอกาสเข้าถึงเอไอสูงอย่างญี่ปุ่น แต่เป็นประเทศที่ไม่ได้ปรับใช้เอไอในการทำงานภาครัฐสูงเหมือนประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่ทำไมญี่ปุ่นยังคงมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตสูง และติดอันดับ 18 จาก 182 ประเทศในการจัดอันดับดังกล่าว หรือเอไอไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้น ทิมิลสินาตอบว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมมากมาย แต่ยังคงตามหลังประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศในด้านเอไอ เช่น จีน 

แต่การต่อต้านการทุจริตไม่ได้ใช้เอไอสนับสนุนอย่างเดียว ยังต้องใช้กฎหมาย นโยบาย กรอบยุทธศาสตร์ สถาบันต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้อาเซียนมีความพร้อมปรับใช้เอไอ มีกฎหมายมีกฎระเบียบ แต่ช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายยังมีอยู่มาก เนื่องจากความท้าทายทางการเมืองและสถาบัน เช่น ขาดความเป็นอิสระของศาล และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต

ขณะเดียวกันกฎหมายที่จะกำหนดขึ้นใหม่ก็ต้องมีประสิทธิภาพด้วย เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส  รวมถึงกฎหมายควบคุมการทุจริตต่างประเทศ กล่าวคือถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งในประเทศนอร์ดิกติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทย บริษัทนั้นจะถูกดำเนินคดีในประเทศทันที แต่กฎหมายนี้ในเอเชียยังอ่อน และหลายประเทศยังไม่มีกฎหมายนี้ 

อีกสิ่งที่จำเป็นคือการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่สุจริต ให้การศึกษาแก่เยาวชน สร้าง "ผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ในอนาคต" และนั่นจะนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการทุจริต ในภาคประชาชนคนทั่วไป การส่งเสริมด้านนี้จะช่วยเปลี่ยนบรรทัดฐานสังคม ลดการใช้เส้นสายในกระบวนการติดต่อราชการที่เคยเป็นเรื่องปกติของสังคม

"การมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้การทุจริตทำได้ง่าย หลายคนชอบใช้วิธีลัดในการติดต่อราชการหรือดำเนินการอะไรบางอย่าง การต่อสู้กับการทุจริตโดยใช้เทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายใหม่ในยุคนี้" ทิมิลสินากล่าว

โดยสรุป การต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดีและมีความพร้อม มีแรงงงานที่มีทักษะสูงรองรับความท้าทายด้านเทคโนโลยี มีกฎหมายที่ครอบคลุมและบังคับใช้เข้มงวด และต้องส่งเสริมพฤติกรรมที่สุจริตไปพร้อมๆ กันด้วย

'เทคโนโลยีดิจิทัล-กฎหมาย-คน’ ปัจจัยสำคัญ ‘ต้านการทุจริต’ ยุคใหม่

ทุจริตไม่อาจเป็นศูนย์แต่ต้องลดลง

จุน อึนจี อดีตประธานสมาคมเพื่อการศึกษาการทุจริตเกาหลีใต้ กล่าวว่า ในมุมมองเจ้าของธุรกิจไม่ต้องการการแทรกแซงที่มากเกินไปจากรัฐบาล ดังนั้นระบบธรรมาภิบาลใหม่ควรเป็นรูปแบบที่เสริมสร้าง “ความเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียม” ระหว่างรัฐและเอกชน โดยรัฐบาลต้องรับฟังเสียงจากภาคธุรกิจมากขึ้น

ส่วนกลยุทธ์ในการต่อต้านการทุจริตสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ภาคประชาสังคมยังไม่เข้มแข็ง จุนกล่าวว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจาก “การควบคุมภายใน” โดยรัฐบาลต้องออกกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มงวดก่อน เมื่อประชาชนเริ่มไว้วางใจรัฐบาลแล้ว ภาคประชาสังคมจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและให้ความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมภายนอกต่อไป

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การทุจริตในสังคมจะเป็นศูนย์ จุนตอบว่า ตนเคยอยู่ในประเทศไทย ในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ตนคิดว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีการทุจริตในระดับสูง และการลดระดับการทุจริตให้เหลือศูนย์นั้นคงเป็นไปไม่ได้ แม้ประเทศในยุโรปมีคะแนนดัชนีทุจริตดี นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีการทุจริต แต่การทำให้การทุจริตลดลงราว 30-40% แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่ดีที่สุด แต่เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในทางปฏิบัติ 

"ทำไมผู้คนถึงยากจน ทำไมหลายประเทศไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการทุจริตอยู่ในระดับสูง ดังนั้นทุกประเทศ หรือผู้นำทุกคน ควรตระหนักถึงสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง” จุนกล่าว