สำนักข่าว BBC รายงานสถานการณ์ไฟป่าในทวีปยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางการฝรั่งเศสและสเปนต้องสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวรวมกันกว่า 300,000 ราย หลังไฟป่าปะทุหนักติดต่อกันหลายวัน ท่ามกลางกระแสลมแรงและอุณหภูมิที่พุ่งสูงซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการควบคุมเพลิง รัฐบาลของทั้งสองประเทศต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและระดมกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ประเมินว่าความเสียหายในปีนี้อาจรุนแรงกว่าสถิติเดิม
ฝรั่งเศสชี้เป็นไฟป่าระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ทางการฝรั่งเศสสั่งอพยพประชาชนเพิ่มเติมอีก 55,000 รายในช่วงดึกของวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้อพยพในภูมิภาคฌีรงด์ (Gironde) และล็องด์ (Landes) ทางตะวันตกเฉียงใต้ พุ่งสูงถึงราว 250,000 ราย โดยกลุ่มควันได้ลอยปกคลุมไปถึงเมืองบอร์โด (Bordeaux) จนประชาชนสามารถรับรู้ถึงกลิ่นควันไฟที่รุนแรง
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้สั่งระดมกำลังทหารเพื่อสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ทั้งการถางพื้นที่และสร้างแนวกันไฟ พร้อมเรียกประชุมฉุกเฉินระดับรัฐมนตรีเพื่อรับมือกับไฟป่ากว่า 30 จุดทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการแข่งขันจักรยานทางไกล 'ตูร์เดอฟร็องส์' (Tour de France) สเตจสุดท้ายในวันอาทิตย์ ต้องประกาศลดระยะทางลงจาก 133 กิโลเมตร เหลือเพียง 89 กิโลเมตร เพื่อเปิดทางให้กองกำลังความมั่นคงสามารถกระจายกำลังไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างเต็มที่
ร้อยเอก นิโกลาส์ บราซ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ไฟป่าครั้งนี้มีความรุนแรงถึงขั้นสร้างกระแสลมพายุหมุนของตัวเอง ทำให้ทิศทางของเปลวเพลิงไร้ทิศทางและยากต่อการควบคุม
สเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน-พบผู้เสียชีวิต
ขณะเดียวกัน สเปนได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว แม้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะช่วยบรรเทาสถานการณ์บริเวณชานกรุงมาดริดได้บ้าง แต่ทางการแคว้นบาเลนเซียยืนยันว่าพบชายวัย 70 ปีเสียชีวิตในรถยนต์ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังพยายามดับไฟในหุบเขาซัลต์ เด ลาอิกวา (Salt de l'Aigua)
นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซของสเปน ยอมรับว่าประเทศกำลังเผชิญกับ "ช่วงเวลาที่ซับซ้อน" ขณะที่เฟร์นันโด กรันเด-มาร์ลัสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปน แสดงความกังวลว่าสภาพอากาศไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการดับไฟ และกระแสลมอาจพัดเปลวเพลิงลุกลามลงไปทางใต้
กระทรวงมหาดไทยสเปนรายงานว่า มีประชาชนเกือบ 60,000 รายในแคว้นมาดริดและอาบีลา (Ávila) ถูกสั่งอพยพ ขณะที่อีกกว่า 28,000 รายต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเรือน นอกจากนี้ เทศบาลอย่างน้อย 8 แห่งใกล้เมืองโตเลโด (Toledo) ก็ได้รับคำสั่งอพยพเช่นกัน
ด้านประธานาธิบดีภูมิภาคมาดริดถึงกับระบุว่านี่คือ "เหตุไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค"
ควันไฟกระทบวงกว้างถึงอิตาลีและสกอตแลนด์
วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวและประชาชน นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษในเมืองบอร์โดระบุว่า เถ้าถ่านจากไฟป่าลอยมาปกคลุมสระน้ำและพื้นดินจนกลายเป็นสีดำ ขณะที่ควันไฟส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ชาวบ้านในพื้นที่อพยพบางรายอธิบายสถานการณ์นี้ว่าเป็นเหมือนหายนะ
ไม่เพียงแต่ฝรั่งเศสและสเปน วิกฤตไฟป่ายังลุกลามไปยังพื้นที่อื่นด้วย สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของแคว้นซิซิลี (Sicily) ประเทศอิตาลี รายงานการเกิดไฟป่ากว่า 350 จุดบนเกาะ ซึ่งรวมถึงไฟป่าขนาดใหญ่ 10 จุด จนต้องเร่งอพยพประชาชน
ขณะที่หน่วยบริการฉุกเฉินของสกอตแลนด์ต้องประกาศให้เหตุไฟป่าในอุทยานแห่งชาติแคร์นกอร์มส์ (Cairngorms National Park) ที่ลุกไหม้ต่อเนื่องมา 10 วัน เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นกัน
ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการยุโรปด้านการจัดการภาวะวิกฤต ประเมินว่า ความเสียหายจากไฟป่าในยุโรปปีนี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงจนทุบสถิติเดิม หลังจากที่สเปนสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 1,300 ตารางกิโลเมตร ส่วนฝรั่งเศสสูญเสียไป 980 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ลาห์บิบเตือนว่า ฤดูไฟป่าในปีนี้เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ และเมื่อประกอบกับการพยากรณ์อากาศที่ระบุว่ายุโรปอาจต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนอีกระลอก จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดไฟป่าปะทุขึ้นอีกหลายจุดตลอดช่วงฤดูร้อนนี้
ทั้งนี้ ฝรั่งเศสได้เปิดใช้กลไกป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งกลไกดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการส่งความช่วยเหลือข้ามพรมแดน โดย อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยืนยันว่าได้มีการส่งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงจำนวน 11 ลำ พร้อมด้วยกำลังคนจากหลายชาติสมาชิก อาทิ โครเอเชีย โปรตุเกส เช็กเกีย สโลวาเกีย และโรมาเนีย เข้าช่วยเหลือฝรั่งเศสและสเปนอย่างเร่งด่วนแล้ว


