ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. หลังสงครามสหรัฐ-อิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงขึ้น มีการทำลายเรือบรรทุกน้ำมัน ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง 2.3%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งในช่วงบ่ายวันพุธนี้ (9 ก.ย.) และเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันโลกกลับมาแตะระดับนี้อีกครั้งนับตั้งแต่เดือนก.ค. จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการกลับมาซื้อน้ำมันของจีน ซึ่งช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ล่าสุดปรับตัวขึ้นถึง 2.57% ไปอยู่ที่ 100.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างการซื้อขายเมื่อเวลา 16.11 น. ตามเวลาในไทย
ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ งวดส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 2.03% ไปอยู่ที่ 94.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นล่าสุด หลังกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) แถลงว่า สหรัฐได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้ความพยายามโจมตีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐด้วยขีปนาวุธในช่วงข้ามคืน ซึ่งความตึงเครียดนี้ยิ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน การซื้อน้ำมันดิบของ "จีน" ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนนี้ หลังจากก่อนหน้านี้จีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก หยุดซื้อไปช่วงหนึ่ง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงแรกของสงคราม โดยการกลับเข้ามาซื้อของจีนทำให้ตัวชี้วัดสำคัญบางรายการในตลาดน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายสัปดาห์
ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 60% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม นอกจากการพุ่งขึ้นในช่วงสั้นๆ เมื่อเดือนก.ค.แล้ว ราคายังคงซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมานานกว่า 3 เดือน เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียสามารถเพิ่มการส่งออกได้
ในทางกลับกัน ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น "ดีเซล" ปรับตัวขึ้นรุนแรงกว่ามาก หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงไปยังทะเลแดงใกล้ซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกันสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ยังคงดำเนินอยู่ และการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเหล่านี้ก็เสี่ยงที่จะสร้าง "แรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่" ต่อธนาคารกลางทั่วโลก
ทั้งนี้ แม้จะยังมีเรือบรรทุกน้ำมันที่ปิดเครื่องส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง แต่เรือเหล่านี้ยังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทน้ำมันแห่งชาติคูเวต ระบุเมื่อวันพุธว่า บริษัทกำลังส่งเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบ “เมื่อใดก็ตามที่มีความปลอดภัย”
การหยุดชะงักที่ยังดำเนินต่อไปส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทวิเคราะห์ Vortexa ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันที่อยู่บนเรือในทะเลลดลงมากกว่า 150 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค.
กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบีย โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันจาซาน (Jazan) ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีกำลังการผลิต 400,000 บาร์เรลต่อวันหลายครั้ง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่มีภาวะตึงตัวอยู่แล้ว





