เกาหลีใต้ฉลอง 10 ปี แห่งความร่วมมือ ‘ACRC-UNDP’ ช่วยพาร์ตเนอร์ต่อต้านการทุจริต ผ่านงานประชุม International Anti-Corruption Forum แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่หลายภาคส่วนร่วมกันทำงานอย่างแข็งขัน จากต้นไม้หนึ่งต้น ได้รวมเป็นป่าผืนใหญ่ที่พร้อมรับทุกความท้าทายในการต่อต้านการทุจริต
ในรายงานก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (ACRC) ว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ทว่าการทุจริตนั้นไร้พรมแดน และบางประเทศก็ไม่อาจฝ่าฟันอุปสรรคนี้ได้เพียงลำพัง เมื่อเกาหลีใต้มีความเข้มแข็งด้านนี้มากขึ้น จึงร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ช่วยเหลือพันธมิตรให้สามารถต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันและร่วมกันขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้น
งานประชุมต่อต้านการทุจริตระหว่างประเทศ (International Anti-Corruption Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-3 ก.ค. ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่ผ่านมานั้นเป็นการเฉลิมฉลอง 10 ปีแห่งความร่วมมือด้านการส่งเสริมความสุจริตระหว่าง ACRC, UNDP และพาร์ตเนอร์ และเพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานร่วมกันในอนาคต ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของความร่วมมือในด้านต่างๆ ระหว่างกัน ซึ่งช่วยยกระดับการปราบปรามการทุจริตของประเทศพาร์ตเนอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
จอง อิลยอน ประธาน ACRC กล่าวเปิดงานว่า
การทุจริตเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดของโลก โดยมีประมาณการว่า ความเสียหายจากการทุจริตมีมูลค่าสูงถึง 5% ของจีดีพีโลก หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากความเสียหายทางการเงินแล้ว การทุจริตยังทำลายโอกาสทางการศึกษา โอกาสทางสังคม การรักษาพยาบาล และทำลาย “ความไว้วางใจ” ในสังคม
จองย้ำว่าการสร้างความซื่อสัตย์สุจริตเป็นทั้งแนวป้องกันแรก และแนวป้องกันสุดท้ายในชีวิตของทุกคน ประชาคมระหว่างประเทศได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และกำลังดำเนินการตอบสนองร่วมกัน ซึ่งโครงการความร่วมมือเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Partnerships) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่าง ACRC และศูนย์นโยบาย UNDP ในกรุงโซล ร่วมกับประเทศพันธมิตร 14 ประเทศ ก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาการทุจริตระหว่างกัน
แอนน์ จูปเนอร์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบาย UNDP โซลกล่าวว่า โครงการความร่วมมือเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมีบทบาทสำคัญต่อการปราบปรามการทุจริต ไม่มีประเทศใดหาทางออกเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทุจริตได้เองทั้งหมด แต่ทุกประเทศมีประสบการณ์ที่สามารถช่วยให้ประเทศอื่นก้าวไปข้างหน้าได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้สถาบันต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้เชิงปฏิบัติซึ่งกันและกัน และนำความรู้ไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และเสริมแกร่งชุมชนของผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งมั่นส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์สุจริตในสังคม
คิม ยงรัน อดีตประธาน ACRC กล่าวถึงความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้ในการเป็นต้นแบบของการต่อต้านการทุจริตว่า หลังสงครามเกาหลีในปี 1950 เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนั้นประเทศยังขาดความโปร่งใสและมีอัตราการทุจริตสูง แต่หลังจากเกิดวิกฤติการเงินในเอเชีย เกาหลีใต้ก็ตระหนักว่าการเติบโตที่ขาดสถาบันที่น่าเชื่อถือและขาดความโปร่งใสนั้นไม่ยั่งยืน นำไปสู่การประกาศใช้กฎหมายและจัดตั้งหน่วยงานต่อต้านการทุจริต ซึ่งเกาหลีใต้ไม่ได้เน้นเพียงการบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรง แต่เน้นการปรับปรุงสถาบันอย่างแข็งขัน ผ่านการประเมินความซื่อสัตย์ การให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
การสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความซื่อสัตย์” (Integrity Ecosystem) ถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันและต่อต้านการคอร์รัปชัน และเกาหลีก็ได้มอบความรู้และประสบการณ์มากมายให้ประเทศพันธมิตรไปปรับใช้
“ไม่มีแบบจำลองต่อต้านการทุจริตที่เป็นสากล เกาหลีแบ่งปันหลักการ ประสบการณ์เชิงปฏิบัติ และเครื่องมือที่ปรับใช้ได้ มากกว่าที่จะเป็นสถาบันให้ลอกเลียนแบบ” อดีตประธาน ACRC กล่าว
ด้านแดเนียล คอฟมันน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกิตติคุณ สถาบันกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แนะว่า การแก้ปัญหาทุจริตอย่างเป็นระบบต้องแก้ผ่าน 3 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่
1.คลัสเตอร์การเมือง ต้องแก้ไขและลดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
2.คลัสเตอร์เศรษฐกิจ ต้องปรับปรุงคุณภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน สำรวจเสมอว่านำทรัพยากรไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากเพียงใด
3.คลัสเตอร์สถาบัน ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสถาบันต่างๆ ที่กำกับดูแลกฎเกณฑ์ของสังคม และการประเมินความสามารถในการจัดการ-ควบคุมการทุจริตในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การใช้กรอบการวิเคราะห์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถแยกแยะได้ว่า ปัญหาการทุจริตในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละกรณีมีรากฐานมาจากส่วนใด เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากกว่าการมองเพียงภาพรวมของการทุจริตทั่วไป
ปรับใช้ไม่ใช่คัดลอก
ในเซสชันที่ 1 และ 2 ของงานประชุมในวันแรกช่วยทำให้เห็นภาพความร่วมมือระหว่าง ACRC, UNDP และพาร์ตเนอร์ประเทศต่างๆ มากขึ้น และได้เรียนรู้ว่า หลักการ "การปรับใช้ให้เข้ากับท้องถิ่น” เป็นหัวใจสำคัญของการปรับปรุงแนวทางต่อต้านการทุจริต ไม่ใช่การ “คัดลอก” การทำงานของเกาหลีใต้ทั้งหมด โดยพาร์ตเนอร์หลายประเทศมีการนำแนวทางของ ACRC และ UNDP ไปปรับปรุงการดำเนินงานอย่างโดดเด่น และปรับใช้ให้เข้ากับบริบท กฎหมาย และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ
- โคโซโว ประสบความสำเร็จในการทำแพลตฟอร์มดิจิทัลรายงานการทุจริต ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแพลตฟอร์ม Clean Portal ของเกาหลีใต้ และในปีแรกมีรายงานการทุจริตราว 177 กรณี
- มอนเตเนโกร นำโมเดลการประเมินความสุจริตมาใช้ โดยมีหน่วยงานรัฐเข้าร่วมประเมินโดยสมัครใจราว 160 แห่ง คิดเป็น 86% ของหน่วยงานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้แนวทางการทำงานที่มอนเตเนโกรได้เรียนรู้จาก UNDP และ ACRC ยังคงปรับใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการสนับสนุนจาก UNDP และ ACRC ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม ปัจจุบันแผนงานต่างๆ ได้บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการปี 2026–2027 ภายใต้ยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตแห่งชาติแล้ว
- อุซเบกิสถาน เพิ่งก่อตั้งหน่วยงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติในปี 2020 ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานในหลายภาคส่วน รวมถึงพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส อุซเบกิสถานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ ซึ่งจะทำให้พวกเขาเป็นประเทศแรกในเอเชียกลางที่มีกฎหมายดังกล่าว
- ทาจิกิสถาน กำลังพัฒนาระบบสร้างความสุจริตแบบบูรณาการ หวังเชื่อมโยงการทำงานในด้านต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการรายงานการทุจริต การป้องกันการทุจริต และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
- เวียดนาม มีโครงการนำร่องด้านการต่อต้านทุจริตในปี 2015 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ACRC หนึ่งในการดำเนินที่โดดเด่น คือการนำโมเดลการประเมินการต่อต้านการทุจริตและความสุจริตจากเกาหลี มาพัฒนาเป็นดัชนีการประเมิน (Assessment Index) ของตนเอง และผลสำเร็จของโครงการนำร่องได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และหลายแนวทางได้รับบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายต่อต้านการทุจริตปี 2018
- แอลจีเรียและศรีลังกาก็ปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศจากการปรับใช้แนวทางของ ACRC และได้จัดทำดัชนีประเมินประสิทธิภาพความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตด้วยเช่นกัน
สร้างความเข้มแข็งต้านทุจริต
คิม มินอา ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ACRC ได้เปรียบเทียบนโยบาย แนวทางการทำงานและประสบการณ์ของหน่วยงาน ACRC ว่าเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ส่วนความมุ่งมั่นและการปฏิรูปแนวทางการต่อต้านทุจริตของพาร์ตเนอร์คือดินที่ดี ขณะที่การให้ความช่วยเหลือของ UNDP ที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศคือน้ำและแสงแดด เมื่อรวมสามองค์ประกอบนี้ ต้นไม้แต่ละต้น(การต่อต้านการทุจริตในแต่ละประเทศ)จึงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
“หากทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการปลูกต้นไม้แต่ละต้น ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นของยุคที่ต้นไม้เหล่านั้นต้องรวมตัวกันเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์” คิมกล่าว และเสริมว่า ACRC จะทำงานร่วมกับ UNDP และพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับป่าที่ร่วมกันปลูก เพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในอนาคต


