ถอดบทเรียน คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง หรือหน่วยงาน ‘ACRC’ ของเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานต้นแบบด้านการ ‘ต่อต้านการทุจริต’ ระดับสากล ที่หลายประเทศในเอเชียนำแนวทางการทำงานไปปรับใช้ เพื่อปรับปรุงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การปกป้องและการปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ หากมีสถาบันที่เข้มแข็งและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เมื่อการปฏิรูปหน่วยงานต่อต้านการทุจริตเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อดัชนีการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) ของเกาหลีใต้ ขยับจากระดับท็อป 50 เป็นท็อป 30 ภายในระยะเวลาราว 10 ปี ขณะที่กระบวนการดำเนินงานปกป้องและต่อต้านการทุจริตก็ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ
กรุงเทพธุรกิจมีโอกาสเข้าร่วม 2026 Global Media Invitation Programme ของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวสาธารณรัฐเกาหลี ในหัวข้อ “การต่อต้านคอร์รัปชันและสิทธิพลเมือง” ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. - 3 ก.ค. ที่ผ่านมา และได้เรียนรู้แนวทางการป้องกันและต่อต้านการทุจริต การรักษาสิทธิพลเมืองของเกาหลีใต้ และความสำเร็จของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง (เอซีอาร์ซี) อย่างรอบด้าน
ฮวัง มินา ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเอซีอาร์ซี เล่าว่า หน่วยงานซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2008 มาจากการรวม 3 หน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน ได้แก่ คณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันอิสระแห่งเกาหลี สำนักงานตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการอุทธรณ์ทางปกครอง
โดยมีหน้าที่หลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1.ป้องกันและต่อต้านการทุจริต
2.รับคำร้องเรียน
3.ปกป้องสิทธิพลเมืองจากการบริหารงานรัฐที่ไม่เป็นธรรม
และ 4.พัฒนาระบบ สถาบัน บุคลากร ให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและต่อต้านการทุจริต
ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพ เอซีอาร์ซีเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ของไทย แต่มีความแตกต่างกันในระบบการทำงาน
ในกระบวนการดำเนินงานต่อต้านการทุจริต เอซีอาร์ซีจะรับคำร้องเรียนจากประชาชน หน่วยงานรัฐ/เอกชน และชาวต่างชาติ จากช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ สำนักงานเอซีอาร์ซี และแพลตฟอร์มออนไลน์ e-people ที่เปิดให้ประชาชนยื่นคำร้องได้อย่างอิสระ และรองรับการใช้งานมากถึง 16 ภาษา จากนั้นจะเริ่มกระบวนการพิจารณา โดยเอซีอาร์ซีจะรวบรวมพยานและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องส่งให้สำนักงานอัยการดำเนินการสอบสวนต่อ เมื่อได้รับผลการสอบสวนและการดำเนินคดีทุจริต เอซีอาร์ซีจะแจ้งผลต่อผู้รายงานปัญหาต่อไป แต่หากพบว่าการทุจริตมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางอาญา เอซีอาร์ซีจะส่งเรื่องให้ตำรวจสืบสวนแทน
อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มร้องเรียน e-people นั้น เป็นแพลตฟอร์มที่หน่วยงานรัฐบาลเกาหลีหลายหน่วยงานใช้รับคำร้องเรียนร่วมกัน ในแต่ละปีจึงมีคำร้องเรียนยื่นเข้ามามากกว่า 12 ล้านคำร้อง แต่จำนวนคำร้องที่เอซีอาร์ซีจัดการโดยตรงมีราว 10,000 คำร้องต่อปี
ขณะที่ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ต่างกับเอซีอาร์ซีตรงที่ไม่ได้เป็นหน่วยงานกลางที่รับเรื่องร้องเรียนทุจริตและประสานงานด้านการสอบสวนเท่านั้น แต่ ป.ป.ช. มีอำนาจสอบสวนและไต่สวนคดีทุจริตด้วยตนเอง แต่ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีทุจริตต่อศาล ต้องให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้อง
ความสำเร็จเอซีอาร์ซี
ในเวทีโลก เอซีอาร์ซีคือหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับว่ามีแนวทางการป้องกันและจัดการปัญหาทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเห็นได้จากคะแนนดัชนีซีพีไอที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากระดับ 53 คะแนนในปี 2016 เพิ่มขึ้นเป็น 63 คะแนนในปี 2025 หรือจากอันดับราว 50 ในปี 2016 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 31 จาก 182 ประเทศในปี 2025 ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากผสมผสานการปรับใช้มาตรการป้องกันร่วมด้วย เช่น "กฎหมายว่าด้วยการห้ามการร้องขอโดยมิชอบและการรับสินบน" (Improper Solicitation and Graft Act) ที่กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งปรับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2016 เป็นต้นมา
คิม กีซุน ผู้อำนวยการทั่วไป จากสำนักงานต่อต้านการทุจริตของเอซีอาร์ซี กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมมาตรฐานด้านจริยธรรมในภาครัฐ
โดยกฎหมายนี้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญ หรือผลประโยชน์ที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่การงานหรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การระบุว่าสิ่งของประเภทใดเป็นของแพงนั้นทำได้ยาก เพราะตัวกฎหมายยังไม่ได้นิยาม “ของขวัญราคาแพง” ไว้ แต่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า "เจ้าหน้าที่รัฐห้ามรับ ร้องขอ หรือรับปากว่าจะรับเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านวอนต่อครั้ง (ราว 22,200 บาทต่อครั้ง) หรือเกิน 3 ล้านวอนต่อปี (ราว 66,500 บาทต่อปี) จากบุคคลคนเดียวกัน
ในการวัดความสำเร็จของนโยบายเอซีอาร์ซี คิมกล่าวว่า นอกเหนือจากอันดับดัชนีซีพีไอ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดแล้ว การประเมินระดับความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐก็มีความสำคัญ ซึ่งเกาหลีจะประเมินด้วยการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีประสบการณ์ใช้บริการสาธารณะของรัฐบาลโดยตรง รวมถึงสำรวจความคิดเห็นข้าราชการด้วยกันเอง เพราะบางคนอาจเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่ง ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ หรือปัญหาด้านงบประมาณ
คิมกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการป้องกันการทุจริตคือ การทำให้เจ้าหน้าที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และการจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ เกาหลีใต้ต้องประเมินความพยายามป้องกันและต่อต้านการทุจริตในหน่วยงานรัฐทุกแห่ง
“เรายังมีดัชนีหักคะแนนด้านความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity Deduction Index) ด้วย หมายความว่า หากเกิดคดีทุจริตขึ้นภายในหน่วยงานรัฐ จะมีการหักคะแนนตามระบบการประเมินดัชนีดังกล่าว"
ต้องเป็นกลาง-โปร่งใส
เมื่อถามว่าเอซีอาร์ซีเคยเผชิญสถานการณ์ที่ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น และมองว่าหน่วยงานมีความลำเอียงในการพิจารณา-สืบสวนคดีทุจริตแบบมุ่งเป้าไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ คิมตอบว่า นอกจากเกาหลีใต้แล้ว หน่วยงานในประเทศอื่นๆ อาจเคยเผชิญคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เช่นกัน เอซีอาร์ซีจึงตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ด้วยการเปิดทบทวนการดำเนินงานในคดีที่เป็นที่ถกเถียงอย่างเป็นกลาง และออกมาตรการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิจารณาและสืบสวนข้อเรื่องร้องเรียนการทุจริตเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำอีก หน่วยงานจะเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการที่ปรับปรุงต่อสาธารณะด้วย
“ผมเชื่อว่าสำหรับหน่วยงานต่อต้านการทุจริตทุกแห่ง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน คือการดำเนินการกับทุกคดีอย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอ และเคร่งครัดตามกฎหมายและหลักการ โดยไม่คำนึงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นใคร เอซีอาร์ซีจะยังคงดำเนินการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการทุจริตอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง พร้อมผลักดันนโยบายต่อต้านการทุจริตโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ"
‘เอซีอาร์ซี’ พาร์ทเนอร์ปราบคอร์รัปชันระดับโลก
จาง ชาชอล ผู้อำนวยการบริหารสถาบันฝึกอบรมความสุจริตและสิทธิพลเมืองเกาหลี (เคไอซีทีไอ) ภายใต้เอซีอาร์ซี กล่าวว่า ประสบการณ์และนโยบายของเอซีอาร์ซีได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการริเริ่มต่อต้านการทุจริตที่สำคัญของเกาหลี อาทิ การประเมินความซื่อสัตย์สถาบันรัฐ การประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต และระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ล้วนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการทุจริตและส่งเสริมวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตในสังคมเกาหลี ซึ่งการันตีได้จากรางวัลบริการสาธารณะแห่งสหประชาชาติ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในปี 2012 ที่เกาหลีใต้ได้รับ และนับตั้งแต่นั้นมาแนวทางการทำงานและนโยบายต่างๆ ของเอซีอาร์ซีได้นำไปปรับใช้ใน 13 ประเทศ รวมถึงอินโดนีเซีย มองโกเลีย และไทย
ขณะเดียวกันโครงการร่วมระหว่างเกาหลีและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และโครงการเสริมสร้างศักยภาพของเคไอซีทีไอ ได้แบ่งปันนโยบายและประสบการณ์ต่อต้านการทุจริตของเกาหลีกับประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตและโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพแก่เจ้าหน้าที่รัฐต่างชาติแล้วราว 740 คน จาก 74 ประเทศ
“การทุจริตไม่ใช่ความท้าทายที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเอาชนะได้เพียงลำพัง มันเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่ต้องอาศัยการดำเนินการร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศ” จาง ย้ำ
ทั้งนี้ ป.ป.ช. เพิ่งประกาศยกระดับความร่วมมือกับเอซีอาร์ซีผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เมื่อเดือน พ.ย. ปีก่อน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากรผ่านการฝึกอบรม และการดำเนินกิจกรรมด้านการต่อต้านการทุจริตร่วมกัน ตามรายงานของป.ป.ช. ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้นำเสนอนโยบายและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการต่อต้านการทุจริต เพื่อนำไปพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


