วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ภูฏานไม่รอด‘วิกฤติประชากร’ เด็กเกิดน้อย-หนุ่มสาวย้ายประเทศ

ภูฏาน” ราชอาณาจักรเล็กๆ แห่งเทือกเขาหิมาลัย กำลังเจอภาวะอัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคนหนุ่มสาวยังอพยพไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศมากขึ้น รัฐบาลจำต้องเร่งหาทางออกด้วยการเสนอเงินสดเป็นแรงจูงใจให้ครอบครัวมีลูกมากขึ้น วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ 

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจำนวนการเกิดต่อปีในภูฏานลดลงมากกว่าหนึ่งในสี่ ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงอีกหลังจากคนหนุ่มสาวย้ายถิ่นฐานกันมากขึ้นอยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรีเชอริง ต็อบเกย์ เตือนบ่อยครั้งถึงจำนวนประชากรลดลง โดยเรียกว่าเป็น “วิกฤติการดำรงอยู่

“หลักฐานนั้นชัดเจนว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของภูฏานลดลงจนใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับทดแทน” ต็อบเกย์เขียนไว้ในการแนะนำโครงการ “ลูก 3 คนพลัส” (Third Child Plus) ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

โครงการนี้จ่ายเงินรายเดือนๆ ละ 105 ดอลลาร์ ให้กับครอบครัวที่มีลูกคนที่ 3 หรือคนที่ตามมา จนกระทั่งพวกเขาอายุสามขวบ

กันดู วังโม ข้าราชการพลเรือนวัย 35 ปี ยินดีกับแรงจูงใจนี้แต่ก็ตั้งคำถามว่า การจ่ายเงินสดเพียงอย่างเดียวจะจูงใจครอบครัวให้มีลูกเพิ่มได้จริงหรือไม่

“เป็นโครงการริเริ่มที่ดีเพราะกระตุ้นให้ครอบครัวมีลูกสามคนหรือมากกว่านั้น แต่อาจได้ผลจำกัดหากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก ค่าบ้าน และการดูแลเด็กยังสูงอยู่” วังโมกล่าว

  •  ตัดสินใจยาก

สำหรับราชอาณาจักรที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งนี้ ซึ่งมีประชากรไม่ถึง 800,000 คน และตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและจีน ปัญหานี้จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ

การมีลูกคนที่ 3 หรือมากกว่านั้นตามที่โครงการใหม่เน้นย้ำ ลดลง 27% ตั้งแต่ปี 2020

อัตราเจริญพันธ์ุของภูฏานลดลงเหลือราว เด็ก 1.8 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับทดแทน ขณะที่สหประชาชาติประเมินว่า สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีและมากกว่านั้นคาดว่าจะเพิ่มจากราว 6% มาอยู่ที่ 17% ภายในปี 2050

“นี่ไม่ใช่สถิติเชิงนามธรรม” ต็อบเกย์ย้ำ “แต่เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงแรงกดดันที่แท้จริงและทวีความรุนแรงขึ้นต่อแรงงาน ความยั่งยืนทางการคลัง และโครงข่ายทางสังคมของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศภูฏาน”

รัฐบาลเกรงว่าการเกิดลดลง ผสมผสานกับการย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ประชากรในวัยแรงงานเหลือน้อยเกินไปสำหรับการดูแลเศรษฐกิจและประชากรสูงวัย

นับถึงเดือน พ.ค.ปีนี้ ชาวภูฏานอยู่ในต่างประเทศกว่า 71,000 คน ในจำนวนนี้ 39,000 คน หรือ 55% ของประชากรในต่างแดนอยู่ในออสเตรเลีย

“แม้การย้ายถิ่นฐานจะให้ประโยชน์เรื่องการส่งเงินกลับประเทศ แต่การกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประชากรวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ จะยิ่งจำกัดการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงาน การเจริญพันธุ์ภายในประเทศ และการเพิ่มขึ้นของประชากรในระยะยาว” เอกสารสรุปโครงการเตือน

ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เหตุผลเบื้องหลังครอบครัวมีขนาดเล็กลงนั้นซับซ้อน มีตั้งแต่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กสูงขึ้นไปจนถึงการให้ความสำคัญของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป

ปรีติ นิโรลา วัย 34 ปี ผู้มีลูกเพียงคนเดียวกล่าวว่า เธออยากมีลูกอีกสักคนแต่การเงินยังเป็นอุปสรรคใหญ่

"ฉันก็อยากมีลูกอีกสักคนหากสถานการณ์การเงินเอื้ออำนวย  อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้ตัดสินใจยาก”

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ผู้สนับสนุนโครงการนี้ ทุ่มเทให้กับ “ขยายทางเลือกให้ทุกคน” ผ่านการดูแลเด็กในราคาเข้าถึงได้และนโยบายทางสังคมที่สนับสนุน แทนที่จะเน้นเพียงแค่การเพิ่มจำนวนการเกิดเพียงอย่างเดียว

  •  ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาไม่ใช่เรื่องผิด

ความกังวลด้านประชากรของภูฏานสะท้อนถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเอเชีย

ในอดีตภูฏานเคยสนับสนุนการวางแผนครอบครัวผ่านการรณรงค์ “ครอบครัวเล็ก ครอบครัวเปี่ยมสุข” ซึ่งเปิดตัวในปี 1974 ช่วยลดการเจริญพันธ์ุลงตลอดหลายสิบปี

ในช่วงทศวรรษ 1990 ประชาชนที่พูดภาษาเนปาลมากกว่า 100,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในหกของประชากรภูฏานในขณะนั้น ได้อพยพออกจากประเทศหลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฎระเบียบการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น ปัจจุบันรัฐบาลกำลังพยายามนำผู้คนเหล่านั้นกลับมาและพลิกกลับแนวโน้มนี้

ต็อบเกย์เคยแถลงต่อสภาในเดือน มิ.ย. อ้างถึงการย้ายถิ่นไปต่างประเทศว่าเป็น “ความท้าทายที่กดดันภูฏานมากที่สุด” ซึ่งการจะชะลอการไหลทะลักออกไปได้จำเป็นต้องทำเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง สร้างงานที่มีคุณภาพ และปรับปรุงสภาพการดำรงชีวิต

ฌอน โรว์แลนด์ส นักมานุษยวิทยาที่สอนหนังสืออยู่ที่กรุงทิมพู กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากรของภูฏานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ

“จากตัวเลขที่เคยสูงราว 6.6 ในทศวรรษ 1990 เหลือราว 1.8 ในวันนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประชากรที่มากทีเดียว”

“สถานการณ์นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากชาวภูฏานหนุ่มสาวจำนวนมากอพยพไปทำงานต่างประเทศ” โรว์แลนด์สกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า การลดลงของประชากรควรมองว่าเป็นวิกฤติหรือไม่ ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบซึ่งประเทศแบบนี้หาได้ยาก

“การเข้าถึงการศึกษาและโอกาสการทำงานที่สูงขึ้นทำให้ผู้หญิงมีลูกน้อยลง ดิฉันไม่ได้มองว่า นี่เป็นเรื่องเลวร้ายเลย” นักมานุษยวิทยารายนี้มองต่างมุม