ต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นำโดย 'ฝรั่งเศส-แคนาดา' ขณะที่จีนลดแตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี
การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของนักลงทุนต่างชาติในเดือนก.ค. ลดลงแตะระดับ "ต่ำสุด" นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2025 โดยมีแรงลดลงหลักๆ จากฝรั่งเศสและแคนาดา
ข้อมูลที่กระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันพุธระบุว่า มูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างชาติลดลง 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเดือนมิ.ย. เหลือ 9.25 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อมูลการถือครองของต่างชาติสะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าพันธบัตร รวมถึงยอดซื้อและขายสุทธิ โดยดัชนี Bloomberg US Treasury ลดลงมากกว่า 1% ในเดือนก.ค.
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงความกังวลต่อเนื่องเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ
ความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐ ส่งผลให้การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างชาติโดยรวม "ลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน"
"ญี่ปุ่น" ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ลดการถือครองลง 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยในเดือนก.ค. ทางการญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นน่าจะขายหลักทรัพย์ต่างประเทศบางส่วนเพื่อนำเงินมาใช้ในการแทรกแซงค่าเงินเยน
ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่สหรัฐเข้าร่วมกับญี่ปุ่นแทรกแซงตลาดเพื่อซื้อเงินเยนเมื่อวันที่ 31 ก.ค. อาจเป็นการช่วยลดความจำเป็นที่โตเกียวจะต้องขายสินทรัพย์สหรัฐที่ถือครองอยู่
'จีน' ลดถือครองในรอบ 18 ปี
สำหรับ "จีน" ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่อันดับ 3 ลดการถือครองลง 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. เหลือ 6.18 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี
ตัวเลขเดือนก.ค.ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2008 ซึ่งขณะนั้นการถือครองของจีนลดลงเหลือ 573.7 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ Wind ผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินของจีน
ส่วน "ฝรั่งเศส" ลดการถือครองลงอย่างมากถึง 4.15 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 3.484 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ "แคนาดา" ลดลง 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 4.263 แสนล้านดอลลาร์
ทางด้าน "เบลเยียม" ซึ่งนักวิเคราะห์ตลาดระบุว่า ตัวเลขการถือครองส่วนหนึ่งรวมถึงบัญชีรับฝากหลักทรัพย์ของจีน ก็ลดการถือครองลงเช่นกัน เหลือ 4.707 แสนล้านดอลลาร์
ขณะที่ "อังกฤษ" ซึ่งเป็นผู้ถือครองรายใหญ่อันดับ 2 เพิ่มการถือครองขึ้น 5.84 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 9.983 แสนล้านดอลลาร์




