ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการ ความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 ก.ค. เปิดช่องสหรัฐใช้กำลังทหารได้ 60 วันโดยไม่ต้องขออนุมัติ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ทรัมป์ทำจดหมายแจ้งสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการลงวันที่ 10 ก.ค. ระบุ
“ผมสั่งการให้มีปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ตามความรับผิดชอบของผม เพื่อปกป้องชาวอเมริกัน ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศ”
จดหมายฉบับนี้กล่าวถึงปฏิบัติการของทรัมป์ เช่น การสั่งหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งต่อมาได้ขยายเวลาออกไป และความพยายามของรัฐบาลของเขาในการหาทางออกทางการทูตแก้ไขความขัดแย้ง
ทรัมป์ยังบรรยายถึงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เขาลงนามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. และว่า อิหร่านเป็นฝ่ายละเมิดด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระตุ้นให้เขาต้องสั่งการโจมตีอิหร่านรอบใหม่
เมื่อความขัดแย้งเข้มข้นขึ้น ทรัมป์กล่าวในวันจันทร์ (13 ก.ค.) ว่า สหรัฐกลับมาปิดล้อมการขนส่งทางเรือของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง และจะทำให้มั่นใจได้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิด
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดว่า มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม ไม่ใช่ประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐมักอ้างมาตลอดว่า มีสิทธิสั่งใช้กำลังทหารในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ
- กฎหมายอำนาจทำสงคราม
กฎหมายอำนาจทำสงครามกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งแก่สภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มการสู้รบ และระบุว่าปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มต้นโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาจะต้องยุติลงภายใน 60 วัน
กับอิหร่าน เส้นตาย 60 วันแรกตรงกับวันที่ 1 พ.ค. แต่ทรัมป์กล่าวว่า ไม่มีผลเพราะเขาได้หยุดยิงแล้วถือว่าความเป็นปรปักษ์ยุติ แม้การโจมตียังมีต่อเนื่องและกองทัพสหรัฐปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน
ด้านสมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันที่ต่อต้านสงครามกล่าวว่า รัฐบาลตีความกฎหมายผิด
“ประธานาธิบดีไม่สามารถเพิกเฉยกับข้อเท็จจริงที่ว่าสงครามยืดเยื้อมาหลายเดือน แม้เขาจะบอกว่าจะแค่สี่หรือหกสัปดาห์เท่านั้นได้” เจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวกับรอยเตอร์โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ
นอกจากนี้ ในเดือนที่ผ่านมาทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านมติสั่งการให้ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากความขัดแย้งกับอิหร่าน แม้ว่าพรรครีพับลิกันของเขาจะมีเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อยในทั้งสองสภา
ผลการลงมติสะท้อนถึงความกังวลต่อความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น หลังการลงมติทรัมป์ถึงกับระเบิดอารมณ์ กล่าวหาว่า ผู้ลงมติ “เปิดทางสะดวก” ให้อิหร่าน ทำให้เขา “ทำงานยากขึ้น”
ที่มา: รอยเตอร์


