วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ยอดผลิตน้ำมันดิบโอเปกพุ่งทะยาน ราคาดิ่งลงสู่ระดับก่อนสงคราม

ผลสำรวจชี้ ยอดผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกพุ่งทะยานในเดือนมิถุนายน อานิสงส์การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัว ทำให้ราคาดิ่งลงสู่ระดับก่อนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

KEY POINTS

  • การผลิตน้ำมันของโอเปกเพิ่มขึ้น 2.34 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนที่ผ่านมา หลังสมาชิกในอ่าวเปอร์เซียกลับมาส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้งจากข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
  • การเพิ่มกำลังการผลิตมีปัจจัยหลักมาจากคูเวต ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ทำให้ยอดผลิตรวมอยู่ที่ 18.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • อุปทานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดบางส่วน และฉุดราคาน้ำมันดิบให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ผลสำรวจของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสมาชิกองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) พุ่งสูงขึ้นในเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศสมาชิกในอ่าวเปอร์เซียเริ่มกลับมาส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ยอดผลิตจากโอเปกเพิ่มขึ้น 2.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 18.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยได้แรงหนุนหลักจากคูเวต ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ยังคงทำให้ตัวเลขการผลิตโดยรวมต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอยู่ค่อนข้างมาก

ข้อมูลจากการติดตามเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันเผยว่า แม้กระทั่งก่อนที่จะมีข้อตกลงสันติภาพ ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียต่างก็หาวิธีลักลอบขนส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปิดตัวลงในช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่เมื่อข้อตกลงระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน เปิดทางให้สามารถขนส่งได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของซาอุดีอาระเบียกลับมาแตะระดับ 90% ของอัตราปกติแล้ว

น้ำมันล้นตลาดบางส่วน ราคาร่วงลงแรง

อุปทานที่เพิ่มขึ้นนี้ ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศผู้บริโภคหลักอย่างจีนยังคงซบเซา จึงทำให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดในบางส่วน และลบล้างการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงสงครามไปจนหมดสิ้น พร้อมทั้งเกิดคำถามว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะต้องแย่งชิงลูกค้ากันเองหรือไม่ โดยสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนท์ (Brent) มีการซื้อขายใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ (3 ก.ค.69) ที่ผ่านมา

เมื่อปรับการคำนวณจากการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แล้ว ยอดผลิตในเดือนมิถุนายนของกลุ่มยังคงต่ำกว่าระดับในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ 7.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 28%

ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลาออกจากกลุ่มโอเปกเมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อให้มีอิสระในการสูบน้ำมันได้อย่างเต็มที่เมื่อสถานการณ์ในช่องแคบมีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ ขณะที่อิรักเองก็เคยขู่ว่า อาจจะถอนตัวเช่นกัน เว้นแต่จะได้รับโควตาการผลิตที่สูงขึ้นจากทางองค์กรในท้ายที่สุด

จับตาการประชุมวันอาทิตย์

สมาชิกหลักของกลุ่มพันธมิตรโอเปกพลัส (OPEC+)  ซึ่งรวมถึงประเทศอย่างรัสเซีย มีกำหนดจัดการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ประจำเดือนในวันอาทิตย์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการจำกัดการผลิตสำหรับเดือนถัดไป

 

กลุ่มย่อยซึ่งประกอบด้วย 7 ประเทศนี้ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตทีละน้อยในเชิงสัญลักษณ์มาโดยตลอดช่วงสงคราม เพื่อดำเนินกระบวนการฟื้นฟูกำลังการผลิตที่เคยระงับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน  โดยผู้แทนสองรายเผยในสัปดาห์นี้ว่า พวกเขาคาดว่าจะมีการปรับโควตาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนรองสุดท้ายของกระบวนการดังกล่าว

 

ผลสำรวจชี้ว่า คูเวตเป็นประเทศที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาสมาชิก 11 ประเทศของโอเปกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 870,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 1.36 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ยอดผลิตของประเทศนี้เคยถูกตัดลดลงไปถึง 80% จากภัยความขัดแย้ง และปัจจุบันก็ยังคงต่ำกว่าอัตราปกติอย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเทศที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับสองในเดือนมิถุนายนคือ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 550,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับเฉลี่ย 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามมาด้วยอิหร่านที่ปรับเพิ่มขึ้น 510,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อผลิตน้ำมันในปริมาณ 2.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้อิหร่านมีน้ำมันดิบสะสมค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันกลางทะเลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังคงประสบปัญหาในการหาผู้ซื้อ

 

สำหรับภาพรวมของกลุ่มพันธมิตรโอเปกพลัส รัสเซียได้ผลักดันการส่งออกน้ำมันดิบสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศถูกยูเครนโจมตี ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันปริมาณมากที่ไม่สามารถแปรรูปในประเทศได้ออกสู่ตลาดโลกแทน

 

อนึ่ง ผลสำรวจการผลิตของบลูมเบิร์กฉบับนี้ อ้างอิงจากข้อมูลการติดตามเรือเดินสมุทร ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการประเมินจากบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่ Rapidan Energy Group, FGE NexantECA, Kpler Ltd และ Rystad Energy AS