มาตรการปราบปรามเศรษฐีอินโดนีเซียของปราโบโว ทำเงินทุนไหลออก กลุ่มมหาเศรษฐีอินโดฯ วิตกประธานาธิบดีอาจหันไปใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อรีดเงินจากพวกเขา
บลูมเบิร์กออกบทวิเคราะห์ว่า มาตรการปราบปรามเศรษฐีอินโดนีเซียของปราโบโว ซูเบียนโต เป็นชนวนเหตุกระแสเงินทุนไหลออก (Capital Flight) ขณะที่กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) ต่างแสดงความกังวลว่าประธานาธิบดีอาจหันไปใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อรีดเงินจากพวกเขา
เป็นเวลาร่วม 6 ทศวรรษที่ผู้นำทางการเมืองและกลุ่มชนชั้นนำทางธุรกิจของอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างแนบแน่น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่รอดมาได้ตั้งแต่ยุคเผด็จการจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ทว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังพังทลายลงภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ส่งผลให้บรรดาเจ้าสัวต่างเร่งรีบขนเงินสดออกนอกประเทศหมู่เกาะแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้
ด้วยความกังวลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นและความเชื่อที่ว่ารัฐควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการบริหารเศรษฐกิจ อดีตผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษรายนี้จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ผู้ซึ่งสร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากภาคทรัพยากรที่กำลังเติบโตของชาติ ปราโบโวมักกล่าวโจมตีพวกเขาในที่สาธารณะว่าเป็น "หัวขโมย" และ "นายทุนหน้าเลือด" ที่โลภมาก โดยเขาเลือกใช้มาตรการลงโทษขั้นรุนแรง (Sticks) เป็นหลัก และใช้สิ่งจูงใจเพียงเล็กน้อย (Carrots) เพื่อดึงเงินสดของพวกเขาเข้าสู่คลังของรัฐ
- นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นอินโดฯ
แต่แม้ว่าเสียงสะท้อนความไม่พอใจของเขาจะได้รับการสนับสนุนในบางกลุ่ม ทว่านโยบายของปราโบโวกำลังส่งผลตีกลับในหมู่นักลงทุน เงินรูเปียห์อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ หุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในโลก และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) พุ่งสูงขึ้น
นักลงทุนทั่วโลกได้เทขายหุ้นสุทธิไปแล้วกว่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็น 4 เท่าของทั้งปี พ.ศ. 2568 ตามข้อมูลที่ติดตามโดยสำนักข่าว Bloomberg
ตามรายงานจากผู้ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มเศรษฐีอินโดนีเซียมากกว่า 12 รายที่ไม่ประสงค์ออกนาม บรรดาเจ้าสัวกำลังหมดความอดทนกับวาทกรรมของปราโบโว รวมถึงกลยุทธ์ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ในการบีบเอาเงินจากพวกเขา แม้บางคนจะมองว่าการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีนั้นมีเจตนาที่ดีแต่ขาดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ทว่ากลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากกำลังโยกย้ายเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปต่างประเทศ เนื่องจากกลัวว่าปราโบโวอาจหันไปใช้มาตรการที่รุนแรงกว่านี้
แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในเจ้าสัวที่รวยที่สุดของอินโดนีเซียได้ขายหุ้นและพันธบัตรมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน และโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังสิงคโปร์ ขณะที่ตระกูลผู้มั่งคั่งอีกตระกูลหนึ่งได้ย้ายเงินอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ไปต่างประเทศ โดยแบ่งเข้าบัญชีในสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสิงคโปร์
“ปราโบโวต้องการทวงคืนความมั่งคั่งให้ได้มากที่สุดจากบรรดาเจ้าสัวที่ได้รับผลประโยชน์จากประเทศนี้” เดอร์วิน เปเรรา (Derwin Pereira) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ Pereira International ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์กล่าว พร้อมคาดการณ์ว่ามาตรการเหล่านี้จะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี “หากภาคธุรกิจขาดความมั่นใจว่าความมั่งคั่งที่พวกเขาทำมาหาได้จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจ พวกเขาก็จะลังเลที่จะลงทุนและขยายกิจการ”
ที่ผ่านมา ผู้นำโลกคนอื่น ๆ ก็เคยบีบกลุ่มอภิมหาเศรษฐีเป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็น วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย, สี จิ้นผิง ผู้นำจีน และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ผู้ซึ่งเคยสั่งควบคุมตัวบรรดามหาเศรษฐีและเจ้าชายระดับแนวหน้าไว้ที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน นานหลายเดือนในปี พ.ศ. 2560 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ ปราโบโวปกครองประเทศที่เป็นประชาธิปไตยซึ่งพึ่งพาตลาดโลกในระดับสูง มีการไหลเวียนของเงินทุนที่เสรีกว่า และมีการคุ้มครองนักลงทุน
การที่อินโดนีเซียใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวและพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อชดเชยการขาดดุลการคลัง ยิ่งทำให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงขึ้นต่อนโยบายใด ๆ ที่ไปกระตุ้นให้เจ้าสัวถอนเงินทุนออก หรือทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าซื้อหุ้นหรือพันธบัตร โดยในปีนี้ สถาบัน Moody’s Ratings และ Fitch Ratings Inc. ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของอินโดนีเซียลงสู่ "เชิงลบ" เนื่องมาจากแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ระดับความน่าเชื่อถือขั้นน่าลงทุน (Investment-grade) ที่ประเทศนี้ได้รับมานานกว่าทศวรรษต้องตกอยู่ในความเสี่ยง
ในช่วง 20 เดือนนับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง เขาได้ทดสอบขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยึดที่ดินผืนใหญ่ที่ระบุว่าถูกใช้ประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีการเริ่มตรวจสอบภาษีบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงหลายราย และกดดันกลุ่มคนรวยให้ควักเงินรวมเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ "พันธบัตรรักชาติ" (Patriot Bonds) ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งออกโดยกองทุนดานันทารา Danantara ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ตั้งขึ้นใหม่และกำลังมีบทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลของปราโบโวยังกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) เป็นครั้งแรกของประเทศ และรัฐสภากำลังอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายริบทรัพย์สินที่จะช่วยให้สามารถยึดทรัพย์สินจากบุคคลที่ต้องสงสัยว่าทุจริตได้ โดยในบางกรณีไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินลงโทษทางอาญาด้วยซ้ำ
จนถึงปัจจุบัน มาตรการเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่กระทบต่อความนิยมของปราโบโวในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เนื่องจากมีพลเมืองอินโดนีเซียเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดราว 280 ล้านคน ที่ถือครองหุ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์จลาจลในกรุงจาการ์ตาและทั่วประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าความโกรธแค้นต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำสามารถพุ่งเป้ามาที่ตัวปราโบโวเองได้ง่าย ๆ หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น
ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในเดือนเมษายนโดย Center of Economic and Law Studies ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในท้องถิ่น พบว่า กลุ่มคนที่รวยที่สุด 50 อันดับแรกของอินโดนีเซียมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิxxxxมัธยฐานอยู่ที่ 3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่มีเพียง 4,845 ดอลลาร์ ทว่าความมั่งคั่งระดับอภิมหาเศรษฐีเหล่านั้นกำลังเริ่มลดน้อยถอยลงภายใต้รัฐบาลปราโบโว
นับตั้งแต่เดือนมกราคม ทรัพย์สินสุทธิรวมของตระกูลที่รวยที่สุด 10 อันดับแรกของประเทศลดฮวบลงถึง 5.67 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index โดย 5 เจ้าสัวระดับบนสุด ได้แก่ ปราโจโก ปังเกสตู (Prajogo Pangestu), แอนโทนี ซาลิม (Anthoni Salim), บูดี ฮาร์โตโน (Budi Hartono), โลว์ ทัค ควอง (Low Tuck Kwong) และ ตาฮีร์ (Tahir) ควบคุมบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดรวมกันราว 20% ของตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ปังเกสตู ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย เป็นผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินมากที่สุด โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน ความมั่งคั่งของเขาลดลงไปแล้วถึง 66% ในปีนี้ เหลืออยู่ที่ 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์
- สัญญาณที่ขัดแย้งกัน
สำหรับเจ้าสัวหลายคน การรับมือกับปราโบโวถือเป็นประสบการณ์ที่ผันผวนและเต็มไปด้วยข้อความและสัญญาณที่ขัดแย้งกัน
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมที่งาน World Economic Forum ในเมืองดาวอส ประธานาธิบดีกล่าวว่า รัฐบาลของเขาได้ตรวจพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย "ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ" เขาคุยโวว่ารัฐบาลได้ยึดคืนพื้นที่สัมปทานสวนป่าและเหมืองแร่ไปแล้วกว่า 4 ล้านเฮกตาร์ในปีแรก ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัท 28 แห่งสำหรับที่ดิน 1 ล้านเฮกตาร์หลังพบว่าละเมิดกฎหมาย
“ผมไม่เรียกสิ่งนี้ว่าประกอบการเสรีหรือตลาดเสรี” เขากล่าว “ผมเรียกมันว่า ความโลภนิยม (Greednomics)”
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้เชิญกลุ่มมหาเศรษฐี 5 รายไปยังบ้านพักบนภูเขานอกกรุงจาการ์ตา ในการพบปะครั้งนั้น ปราโบโวได้กระตุ้นให้นักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ซึ่งประกอบด้วย ปังเกสตู, ซาลิม, เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สุกิอันโต คูซูมา (Sugianto Kusuma), เจ้าพ่อเหมืองถ่านหิน การิบัลดี โทฮีร์ (Garibaldi Thohir) และ แฟรงกี้ วิดจายา (Franky Widjaja) ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท Sinar Mas ให้ช่วยสนับสนุนวาระทางสังคมของเขา
แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีได้ชี้แจงพวกเขาเกี่ยวกับการเจรจาของอินโดนีเซียเพื่อลดกำแพงภาษีของสหรัฐ โดยกล่าวว่าความกังวลหลักของเขาคือเรื่องการจ้างงาน และขอให้บรรดาเจ้าสัวช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรับปาก และเมื่อกลับมายังจาการ์ตา พวกเขาก็ได้ออกบันทึกข้อความภายในบริษัทเกี่ยวกับความจำเป็นในการเพิ่มการจ้างงาน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีก็ยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มคนรวยต่อไป ทำให้บรรดาเจ้าสัวรู้สึกสับสนและมึนงง
ต่อมาในการประชุมอีกครั้งกับเจ้าสัวกลุ่มเดิมที่บ้านของประธานาธิบดีทางตอนใต้ของจาการ์ตาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม เขาขอให้พวกเขาช่วยพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่า โดยปราโบโวบอกว่าพวกเขา สามารถเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเพื่อใช้ส่วนตัวหรือเพื่อธุรกิจ ให้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งเป็นการขอร้องมากกว่าการออกคำสั่ง
แต่ในปลายเดือนนั้น เมื่อค่าเงินดิ่งเหว ปราโบโวได้ประกาศแผนการช็อกตลาดที่จะรวบอำนาจการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เสี่ยงจะกระทบต่ออัตรากำไรและอำนาจในการตั้งราคาของเจ้าสัว ความพลิกผันเกิดขึ้นอีกครั้งในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เมื่อรัฐบาลพยายามซื้อใจพวกเขาอีกครั้ง โดยระบุว่าจะยกเว้นการตรวจสอบทางกฎหมายและภาษีสำหรับการซื้อพันธบัตรที่ออกโดย Danantara เพื่อจูงใจให้มีการนำเงินทุนกลับเข้าประเทศ
โฆษกสำนักงานของปราโบโวตั้งข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ของประธานาธิบดีกับชุมชนธุรกิจนั้น "ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระยะยาวของประเทศ"
“วาระทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดียังคงมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุม การสร้างโอกาสในการทำงานที่มีคุณภาพ และการบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเป็นธรรมและสม่ำเสมอ” โฆษกสำนักงานสื่อสารของรัฐบาลกล่าว “ประธานาธิบดีปราโบโวสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทเชิงรุกในการเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุน การสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”
สำนักงานของปราโบโวเสริมว่า ในส่วนของ “มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน การบริหารการส่งออก ความพยายามในการต่อต้านการทุจริต และพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การสำแดงมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoicing) รัฐบาลขอย้ำว่าการดำเนินการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลหรือกลุ่มธุรกิจใดโดยเฉพาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในวงกว้างเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส และรับประกันการแข่งขันที่เท่าเทียมสำหรับผู้มีส่วนร่วมในตลาดทั้งหมด รวมถึงนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ”
ทั้งนี้ ตัวแทนของโทฮีร์และวิดจายาไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็น ส่วนปังเกสตูปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
- รากเหง้าของระบบคณาธิปไตย
ในหลาย ๆ ด้าน ปราโบโวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เขาออกโรงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนาน ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างนักการเมืองและผู้บริหารธุรกิจของอินโดนีเซียย้อนกลับไปในยุคของ ซูฮาร์โต (Suharto) เด็จการผู้ปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กนานกว่าสามทศวรรษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จนถึงการล่มสลายในปี พ.ศ. 2541 ความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าสัวเชื้อสายจีนซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนน้อยในอินโดนีเซียแต่ควบคุมบริษัทชั้นนำมากมาย ต่างเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
“มันเป็นการผลัดกันเกาหลัง (ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน)” แนนซี ชิง (Nancy Chng) ผู้ร่วมแต่งหนังสือชื่อ Liem Sioe Liong’s Salim Group: The Business Pillar of Suharto’s Indonesia* ซึ่งเป็นเรื่องราวของหนึ่งในเจ้าสัวชั้นนำของอินโดนีเซียกล่าว
ในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายที่อินโดนีเซียเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 8% ซูฮาร์โตมองว่าเจ้าของธุรกิจเป็นพันธมิตรที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ แนวปฏิบัตินี้ยังคงดำเนินต่อมาหลังจากประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยผู้นำรุ่นต่อ ๆ มาต่างให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ แก่บริษัทขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาเจ้าสัวได้ช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ของอดีตผู้นำ โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ในการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ในเกาะบอร์เนียว ซึ่งขณะนี้ยังคงอยู่ในสถานะไม่แน่นอน
ปราโบโวเองก็เติบโตมาในฐานะสมาชิกของกลุ่มชนชั้นนำของอินโดนีเซีย โดยพ่อของเขาเคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของซูฮาร์โต เขามาจากครอบครัวที่มีการศึกษาและมีความเป็นสากล ต่อมาปราโบโวได้เข้าร่วมกองทัพและแต่งงานกับลูกสาวของซูฮาร์โต แม้ว่าพวกเขาจะแยกทางกันในเวลาต่อมาไม่นานหลังจากซูฮาร์โตถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในปี พ.ศ. 2541 ปราโบโวได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินอย่างเป็นทางการมากกว่า 110 ล้านดอลลาร์ และน้องชายของเขา ฮาชิม โจโจฮาดิคูซูโม (Hashim Djojohadikusumo) ก็เป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่คลังน้ำมันปาล์มไปจนถึงเหมืองถ่านหินและป่าไม้
ทว่าแทนที่จะเป็นมิตรกับเจ้าสัว ปราโบโวกลับมองพวกเขาด้วยความระแวงและเหยียดหยาม ในหนังสือชื่อ Indonesia Paradox ของเขาที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2565 เขาได้อธิบายถึงวิธีที่ผู้บริหารบริษัทสร้างความร่ำรวยในประเทศแต่กลับนำเงินไปฝากไว้ในต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียที่ยากจนกว่า
“กลุ่มคณาธิปไตย (Oligarchy) ที่โลภมากนี้ต้องการควบคุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมดของอินโดนีเซีย และปล่อยให้ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้นอย่างไร้ความปรานี” ปราโบโวเขียน
- มาตรการเชิงรุกที่พุ่งเป้าใส่กลุ่มเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล
ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 ไม่นานหลังจากปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลของเขาเริ่มเข้าควบคุมพื้นที่เพาะปลูก แหล่งเหมืองแร่ และที่ดินที่อุดมด้วยทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งระบุว่าตามกฎหมายแล้วเป็นของรัฐ ท่ามกลางเจ้าสัวที่ได้รับผลกระทบคือ ปูรวันตี ลี (Purwanti Lee) หรือที่รู้จักกันในท้องถิ่นว่า "ราชินีน้ำตาล" เนื่องจากตระกูลของเธอมีบทบาทครอบคลุมในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ทางการได้ยึดที่ดินปลูกอ้อยของบริษัทเธอไปมากกว่า 80,000 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่านครนิวยอร์กเล็กน้อย พร้อมทั้งบุกค้นบ้านและสั่งห้ามเธอเดินทางออกนอกประเทศในระหว่างที่พวกเขากำลังสืบสวนข้อหาฟอกเงิน ทั้งนี้เธอยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหาทำความผิดทางอาญาใด ๆ และตัวแทนของลีก็ไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็น
ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ริมชายฝั่งทางตอนเหนือของจาการ์ตาซึ่งนำโดยคูซูมา ได้ถูกถอดออกจากรายชื่อโครงการยุทธศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาล การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า พื้นที่บางส่วนของโครงการตั้งอยู่บนที่ดินป่าสงวนและละเมิดกฎผังเมือง โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างคูซูมาและ Salim Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่นำโดยมหาเศรษฐีซาลิม โดยโครงการนี้เคยได้รับสถานะพิเศษจากประธานาธิบดีคนก่อนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งตัวแทนของทั้งคู่ไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นเช่นกัน
จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน วิกเตอร์ ฮาร์โตโน (Victor Hartono) ทายาทของตระกูลที่รวยที่สุดตระกูลหนึ่งของประเทศ ถูกควบคุมตัวชั่วคราวที่สนามบินจาการ์ตาโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่เขากำลังเดินทางกลับจากการพักผ่อนกับครอบครัวที่ประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่สั่งห้ามประธานกลุ่มบริษัท Djarum Group วัย 54 ปีรายนี้ (ซึ่งทำธุรกิจตั้งแต่บุหรี่ไปจนถึงบริการทางการเงิน) เดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับภาษี
ข่าวดังกล่าวส่งถึงหูของบูดี ฮาร์โตโน บิดามหาเศรษฐีวัย 80 กว่าปีอย่างรวดเร็ว และสร้างความตื่นตระหนกในหมู่สมาชิกในตระกูลตามรายงานจากแหล่งข่าว อย่างไรก็ดี คำสั่งห้ามเดินทางของวิกเตอร์ ฮาร์โตโน ถูกยกเลิกภายในเวลาไม่กี่วัน โดยทางการระบุว่าเป็นเพราะความร่วมมือของเขา ทั้งนี้ บูดีและพี่ชายของเขา (ไมเคิล แบมบัง ฮาร์โตโน ผู้ล่วงลับ) ยังคงร่วมกันควบคุมทรัพย์สินของตระกูล โดยวิกเตอร์ ฮาร์โตโน ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
บุคคลที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีกล่าวว่า การดำเนินการต่อบรรดาเจ้าสัวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามการทุจริต และบีบให้กลุ่มชนชั้นนำที่ร่ำรวยจากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศหันมาช่วยเหลือในการสร้างชาติมากขึ้น
- ช่องทางและวิธีการหลบเลี่ยง
ถึงกระนั้น บรรดานายธนาคาร ทนายความ และที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งต่างบอกกับ Bloomberg ว่า กลุ่มคนที่รวยที่สุดของประเทศกำลังโยกย้ายเงินออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยหันไปลงทุนในทองคำ, สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และอสังหาริมทรัพย์ ตระกูลผู้มั่งคั่งชาวอินโดนีเซียจำนวนมากมีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ในสิงคโปร์และสหรัฐซึ่งได้สัญชาติของประเทศเหล่านั้นไปแล้ว ทำให้ง่ายต่อการซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินโดยเสียภาษีต่ำที่สุด ส่วนจุดหมายปลายทางยอดนิยมอื่น ๆ สำหรับเงินทุนของพวกเขา ได้แก่ ดูไบ, ฮ่องกง และลิกเตนสไตน์
กลยุทธ์ทางภาษีเพื่อปกป้องความมั่งคั่งของตระกูลกำลังได้รับความนิยมเช่นกัน โดย UBS Group AG คาดการณ์ว่า มหาเศรษฐีของอินโดนีเซียอาจส่งต่อทรัพย์สินมูลค่าราว 1.146 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่คนรุ่นต่อไปในช่วง 15 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินเดีย
ในอินโดนีเซีย บุคคลสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ที่มีค่าให้แก่บุตรหรือสมาชิกในครอบครัวสายตรงได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "ฮิบาห์" (Hibah การให้ตามหลักการอิสลาม) ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หากการทำธุรกรรมเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ
เจ้าสัวบางส่วนกำลังมองหาช่องทางนำเงินหรือหุ้นของบริษัทไปใส่ไว้ในทรัสต์ (Trusts) ซึ่งกฎหมายอินโดนีเซียไม่ได้ให้การรับรองในลักษณะเดียวกับเขตอำนาจศาลคอมมอนลอว์ (Common Law) อย่างสิงคโปร์หรือสหราชอาณาจักร แม้ว่าหน่วยงานภาษีของอินโดนีเซียจะสามารถเข้าถึงรายละเอียดการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในบริษัทโฮลดิ้งของสิงคโปร์ได้ แต่เส้นทางการตรวจสอบจะขาดตอนลงทันทีหากสินทรัพย์นั้นถือครองโดยทรัสต์ ตามข้อมูลจาก จัสติน ฮาลิม (Justin Halim) ทนายความในจาการ์ตาจากสำนักงานกฎหมาย Swandy Halim & Partners
“ข้อเท็จจริงที่ว่ากฎหมายอินโดนีเซียไม่ได้รองรับทรัสต์อย่างชัดเจน ถือเป็นข้อได้เปรียบเพิ่มเติม เพราะมันยิ่งทำให้ความพยายามของทางการในการแกะรอย บ่งชี้ และยึดทรัพย์สินของอินโดนีเซียที่ถือครองโดยโครงสร้างทรัสต์ซับซ้อนยิ่งขึ้น” ฮาลิมกล่าว “สิ่งนี้ช่วยให้ชาวอินโดนีเซียผู้มั่งคั่งได้รับการปกป้องสินทรัพย์และรักษาความมั่งคั่งที่ดียิ่งขึ้น”
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เจ้าสัวบางรายย้ายเงินไปต่างประเทศในจำนวนย่อย ๆ โดยการเปิดบัญชีลงทุนหลายบัญชีในสาขาท้องถิ่นของธนาคารที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน พวกเขาก็จะโอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศที่ถือครองโดยธนาคารเดียวกัน
แม้ว่าในปัจจุบันการโอนเงินตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ต่อเดือนขึ้นไปจะต้องมีธุรกรรมรองรับซึ่งเข้มงวดขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของเกณฑ์ที่เคยอนุญาตก่อนเดือนเมษายน แต่นายธนาคารของกลุ่มมหาเศรษฐีต้องการเพียงเหตุผลประกอบสำหรับการโอนเงินจำนวนมาก เช่น การลงทุนในต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางก็ไม่ค่อยเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดนัก แหล่งข่าวกล่าว
กรณีเช่นนี้คล้ายคลึงกันเมื่อเจ้าสัวขายหุ้นจำนวนมากในบริษัทจดทะเบียน ซึ่งโดยทั่วไปธุรกรรมเหล่านี้จะไม่เป็นที่สงสัยของหน่วยงานกำกับดูแล เว้นแต่จำนวนนั้นจะมากพอจนทำให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมบริษัท หลังจากโอนหุ้นไปยังบัญชีต่างประเทศแล้ว เจ้าสัวสามารถใช้หุ้นเหล่านั้นเป็นหลักค้ำประกันสำหรับวงเงินสินเชื่อได้
อีกหนึ่งช่องโหว่คือเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน (Working capital) บริษัทแม่สามารถส่งเงินทุนหมุนเวียนไปต่างประเทศในรูปแบบของเงินกู้ยืมแก่บริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การจำกัดเพดานตราบใดที่เหตุผลในการโอนเงินสามารถอธิบายได้ หลังจากปล่อยกู้แล้ว บรรดาเจ้าสัวสามารถสั่งให้นักธนาคารของตนถอนเงินออกมาและนำไปบริหารจัดการที่อื่นได้ แหล่งข่าวระบุ
เจ้าสัวบางส่วนยอมรับว่ามี "ตัวปัญหา" ในกลุ่มของพวกเขาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อเลี่ยงภาษี และเข้าใจว่าทำไมปราโบโวถึงเคลื่อนไหวเพื่อยุติพฤติกรรมดังกล่าว ขณะที่คนอื่น ๆ รู้สึกจงรักภักดีและยินดีที่แรงกดดันไม่ได้รุนแรงเหมือนในซาอุดีอาระเบียหรือจีน โดย "พันธบัตรรักชาติ" ของ Danantara ซึ่งปราโบโวมองว่าเป็นบททดสอบความภักดีในหมู่เจ้าสัว อย่างน้อยก็ยังจ่ายผลตอบแทนดอกเบี้ยคูปองที่ 2%
รัฐบาลกำลังลงโทษผู้ประกอบธุรกิจบางราย “เพื่อจัดระเบียบกลุ่มทุนให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐมากขึ้น” ฟาริส อัล-ฟัดฮัต (Faris Al-Fadhat) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศจาก Muhammadiyah University of Yogyakarta ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับกลุ่มบริษัทอินโดนีเซียอยู่บ่อยครั้งกล่าว “สิ่งที่เรากำลังเห็นภายใต้รัฐบาลปราโบโวไม่ใช่ความพยายามที่จะทำรื้อถอนระบอบคณาธิปไตย แต่เป็นการจัดระเบียบมันใหม่ต่างหาก”





