วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทศวรรษที่หายไป ของ ‘อังกฤษ’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

ทศวรรษที่หายไป ของ ‘อังกฤษ’ เกิดอะไรขึ้น ในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เปลี่ยนนายกฯ ไปแล้วถึง 7 คน นโยบายขายฝันที่นักการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่ผู้ที่รับเคราะห์กรรมคือ ประชาชนอังกฤษเอง

หลายคนคงกำลังมีคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ เพราะในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เปลี่ยนนายกฯ ไปแล้วถึง 7 คน

หากจะตอบให้ง่าย ให้สั้น ให้เร็วที่สุด ก็คือการที่สหราชอาณาจักรออกจากกลุ่มประชาคมยุโรป หรือ Brexit ที่ประชาชนอังกฤษโหวตเลือกให้ออกจากอียูเอง แต่จริงแล้วภายใต้คำตอบที่สั้นกระชับว่า Brexit นั้น แท้จริงแล้วคือยอดพิรามิดของปัญหาที่หมักหมมในการเมืองของอังกฤษ ประกอบรวมกันกับสภาวะปัญหาในระดับโลกที่รุมเร้า

ผมได้รับทุนจากรัฐบาลอังกฤษในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่นายกฯ หญิงคนที่สองของอังกฤษอย่างเทเรซา เมย์ เข้ามารับตำแหน่งต่อจากเดวิด คาเมรอน พรรคอนุรักษนิยมอังกฤษผู้ซึ่งเอาชนะทายาททางการเมืองของโทนี แบลร์ นายกฯ จากพรรคคู่แข่งอย่างพรรคแรงงานที่ครองอำนาจอยู่นานถึง 3 สมัยติดกัน ซึ่งถือว่ายาวนานมาก

ก่อนหน้านั้นก็มีนายกฯ แทชเชอร์จากพรรคอนุรักษนิยมซึ่งดำรงนานถึง 3 สมัยเช่นกัน ถือเป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดของอังกฤษที่ 11 ปี แต่ระบบพรรคการเมืองของอังกฤษนั้นยึดโยงกับการเลือกตั้งมาก หากนักการเมืองเชื่อว่าผู้นำจะนำพาพรรคไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งแล้ว นักการเมืองจะกดดันให้ผู้นำพรรคลาออก

และนี่คือเหตุผลหลักของการลาออกของนายกฯ เกือบทุกคนของอังกฤษในประวัติศาสตร์อันใกล้คือ ระยะภายใน 40 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองคือกลไกในการจัดการปัญหาการเมืองของอังกฤษ เช่นเดียวกับทหารในการจัดการปัญหาทางตันการเมืองของประเทศกำลังพัฒนา หรือศาลในการจัดการปัญหาทางตันของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ในเชิงหลักการ ก็ฟังดูดีที่ผู้นำทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะต้องยึดโยงกับเสียงและความต้องการของประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองอังกฤษก็ใช้ประชาชนในการเลือกตั้งเพื่อผลประโยชน์ในการก้าวสู่และรักษาอำนาจของตนเอง ซึ่งกรณีที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ Brexit

10 ปีผ่านไปหลัง Brexit ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้น การรณรงค์ Brexit ที่นำโดยนักการเมืองฝ่ายขวาจัดในพรรคอนุรักษนิยม เนื้อหาที่กระตุ้นความยิ่งใหญ่ของอังกฤษแต่เดิม การสร้างความกลัวจากการไหลของแรงงานยุโรปที่จะมาแย่งงานคนอังกฤษ ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการรับผู้อพยพ หรือแม้กระทั่งอำนาจในการตัดสินใจนโยบายบางประการของรัฐ ที่จำต้องฟังยุโรป แสดงให้เห็นแล้วว่า 10 ปีผ่านไป อังกฤษไม่ได้สุขสงบเหมือนเดิม ซ้ำร้ายกลับแย่ลงด้วยซ้ำ ความปลอดภัยลด ความรุนแรง ขโมยเพิ่มมากขึ้น ข้าวของแพง ทั้งจากการออกจากสหภาพยุโรป และวิกฤติโควิด ต่อด้วยสงครามในยูเครน Brexit ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาฟื้นฟูให้อังกฤษดีกว่าเดิมแบบที่นักการเมืองชวนประชาชนเชื่อ ซ้ำร้ายยังไม่ช่วยพยุงให้ผลกระทบจากวิกฤติที่ทั่วโลกเผชิญพร้อมกันตั้งแต่โควิดดีขึ้นแต่อย่างใด

ทั้งหมดทั้งมวล คือ นโยบายขายฝันที่นักการเมืองใช้ล่อประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่ผู้ที่รับเคราะห์กรรมรับผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดนั่นคือ ประชาชนอังกฤษเอง