วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกาสหรัฐ หนุนสิทธิการได้สัญชาติโดยการเกิด ทรัมป์แพ้คดีใหญ่

ศาลฎีกาสหรัฐ หนุนสิทธิการได้สัญชาติโดยการเกิด ถือเป็นการพ่ายแพ้ของทรัมป์ แต่เขาไม่หวั่นกับคำพิพากษาของศาลสูง บอกจะแก้กฎหมายเพื่อเลิกให้สัญชาติโดยการเกิดแทน 

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐปฏิเสธนโยบายสำคัญด้านการตรวจคนเข้าเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคาร (30 มิ.ย.69) ที่ผ่านมา โดยตัดสินว่าแผนการของเขาที่จะจำกัดสิทธิการได้สัญชาติโดยการเกิด (Birthright Citizenship) นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

ศาลที่มีความเห็นแตกแยกออกเป็นสองฝ่ายระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ที่ทรัมป์ลงนามไม่กี่ชั่วโมงหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นการรับประกันสัญชาติให้กับแทบทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐ

 

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบความหมายของการเป็นคนอเมริกัน โดยคำสั่งของทรัมป์พยายามที่จะจำกัดสิทธิการได้สัญชาติโดยการเกิด ให้เฉพาะทารกที่มีพ่อหรือแม่ อย่างน้อยหนึ่งคนเป็นพลเมืองสหรัฐหรือเป็นผู้ถือกรีนการ์ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กประมาณ 250,000 คนที่เกิดจากผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราวในแต่ละปี

"สัญชาติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือสิทธิที่จะมีสิทธิ์ต่าง ๆ คือการมีส่วนร่วมอย่างเสรีในชุมชนทางการเมืองของเรา" ประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนในคำตัดสินของศาล "ผู้ร่างบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญานั้นไปยังทุกคนที่เกิดมาเป็นอิสระในดินแดนแห่งนี้ และในวันนี้เราจะยังคงรักษาคำมั่นสัญญานั้นไว้"

 

มติในการยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวอยู่ที่ 6 ต่อ 3 เสียง แม้ว่าหนึ่งในผู้พิพากษาเสียงข้างมากอย่าง เบรตต์ คาวานอฮ์ จะระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ทางรัฐธรรมนูญของศาล และมองว่าควรคว่ำคำสั่งฝ่ายบริหารนี้เนื่องจากละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง (Statute) แทน

  • ทรัมป์สู้ต่อหาทางแก้กฎหมายจำกัดการให้สัญชาติโดยการเกิด

ด้านทรัมป์พยายามลดความสำคัญของคำตัดสินนี้ โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "เราสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ ในสภาคองเกรสผ่านการออกกฎหมาย" ซึ่งคำตัดสินของคาวานอฮ์เองก็พยายามที่จะเสนอแนวทางให้สภาคองเกรสทำเช่นนั้นโดยการแก้ไขกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเสียงข้างมากของศาลฎีกาจะยอมรับแนวทางดังกล่าวหรือไม่

 

"คองเกรสควรเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้ เพื่อยุติสิทธิการได้สัญชาติโดยการเกิดที่สิ้นเปลืองและไม่ยุติธรรมต่อประเทศของเรา" ทรัมป์กล่าว

 

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุบนโซเชียลมีเดียว่าจะ "ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการดำเนินคดีกับขบวนการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร (Birth Tourism) ทั่วประเทศ" ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้คือ กระทรวงสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่โกหกในใบสมัครวีซ่าเกี่ยวกับเหตุผลในการเดินทางมายังสหรัฐได้

 

กลุ่มอนุรักษนิยมสายแข็ง (Hard-line conservatives) ตอบโต้อย่างรวดเร็วต่อคำตัดสินของศาล โดย ส.ส. ลอเรน โบเบิร์ต จากรัฐโคโลราโด ได้เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศหยุดอนุมัติวีซ่าให้กับผู้สมัครที่ตั้งครรภ์ ขณะที่ ส.ส. แอนดี โอกิลส์ จากรัฐเทนเนสซี ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกันอีกคน ได้เสนอร่างกฎหมายห้ามชาวต่างชาติที่ตั้งครรภ์เดินทางเข้าสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้แทบไม่มีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงถึง 60 เสียงตามที่จำเป็นในวุฒิสภา

 

บทบัญญัติเพิ่มเติมข้อที่ 14 ซึ่งผ่านการรับรองในปี 1868 หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง รับรองสัญชาติให้กับทุกคนที่เกิดในสหรัฐและ "อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ" ผู้วิพากษ์วิจารณ์กล่าวว่า ทรัมป์พยายามที่จะเขียนข้อกำหนดนั้นขึ้นใหม่ โดยอ้างว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อครอบคลุมเฉพาะลูกหลานของทาสที่ได้รับอิสรภาพเท่านั้น ทั้งนี้ กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางที่ประกาศใช้ในปี 1940 และ 1952 ก็ใช้ข้อความที่เหมือนกันทุกประการ

 

  • ฝ่ายผู้พิพากษาที่เห็นแย้งและผู้สนับสนุนคำตัดสิน

 

ผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โทมัส, ซามูเอล อาลิโต และ นีล กอร์ซัช เป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เห็นแย้ง 

 

"ศาลได้นำบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 มาเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องชุดสิทธิที่ตนเองพึงใจ ซึ่งสภาคองเกรสในยุคฟื้นฟูประเทศ (Reconstruction Congress) ไม่เคยคิดถึงมาก่อน และไม่สามารถหาข้อสนับสนุนได้จากตัวบทบัญญัติเอง" โทมัสเขียนในความเห็นแย้งร่วมกับกอร์ซัช โดยอ้างถึงช่วงเวลาหลังสงครามกลางเมือง

 

ส่วนผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์, โซเนีย โซโตมายอร์, เอเลนา เคแกน และ เคตันจิ บราวน์ แบล็กสัน ได้เข้าร่วมในความเห็นเสียงข้างมากของโรเบิร์ตส์

 

"คำตัดสินของศาลช่วยยืนยันคำมั่นสัญญาพื้นฐานของอเมริกาอีกครั้ง นั่นคือ ถ้าคุณเกิดที่นี่ คุณคือพลเมือง" ซีซิลเลีย หวัง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายแห่งชาติของสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ซึ่งเป็นผู้ว่าความในคดีนี้แทนฝ่ายต่อต้านคำสั่งของทรัมป์กล่าว "ประธานาธิบดีไม่สามารถเปลี่ยนรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร"

 

กลุ่มสิทธิผู้อพยพและอัยการสูงสุดของรัฐที่เป็นฝ่ายเดโมแครตต่างออกมาแซ่ซ้องยินดีกับคำตัดสิน โดยกล่าวว่าเป็นการตอกย้ำสิทธิที่มีมาอย่างยาวนาน และช่วยให้ทารกหลายพันคนไม่ต้องเกิดมาในสภาพไร้สัญชาติจากพ่อแม่ที่เดินทางมาสหรัฐ เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

 

"ดิฉันรู้สึกโล่งใจแทนเด็ก ๆ ที่จะไม่ต้องรับรู้เลยว่า ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) เกือบจะถูกพรากไปจากพวกเขาใกล้แค่ไหน และโล่งใจแทนครอบครัวที่ไม่ต้องมาคอยอธิบายให้ลูกฟังว่า ทำไมประเทศที่พวกเขาเกิดถึงปฏิเสธที่จะยอมรับพวกเขา" เลทิเชีย เจมส์ อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กกล่าว

 

  • บรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์

 

ศาลฎีกาเคยมีคำตัดสินในปี 1898 ในคดีประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า US v. Wong Kim Ark ว่าข้อกำหนดเรื่องสัญชาตินั้นครอบคลุมถึงชายที่เกิดในรัฐแคลิฟอร์เนียจากพ่อแม่ชาวจีนสองคน คำตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 2 ในครั้งนั้นสรุปว่า ข้อความ "อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐ" ถูกเขียนขึ้นเพื่อยกเว้นคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น บุตรหลานของพวกรุกราน ดินแดน, ทูตต่างประเทศ และชาวอเมริกันพื้นเมือง (อินเดียนแดง)

 

"สิ่งทีศาลตัดสินในคดี Wong Kim Ark นั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือ ข้อกำหนดเรื่องสัญชาติได้รวมเอากฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เข้าไว้ และมอบสัญชาติให้กับเด็กเกือบทุกคนที่เกิดในสหรัฐ" โรเบิร์ตส์เขียน "ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตลอด 128 ปีที่ผ่านมา เราเข้าใจตรงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า กฎของคดี Wong Kim Ark เป็นการรับประกันสัญชาติให้กับเด็กทุกคนที่เกิดในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศ"

 

ศาลได้รับฟังการพิจารณาคดีนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน โดยมีทรัมป์เข้าร่วมรับฟังในช่วงครึ่งแรกของการประชุม ซึ่งการปรากฏตัวของเขาถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ว่า ประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดินทางเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาล

 

ฝ่ายเดโมแครตระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวอาจส่งผลให้ชาวอเมริกันในปัจจุบันหลายล้านคนถูกยึดสัญชาติ รวมถึงสูญเสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงและการทำหนังสือเดินทาง

 

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคำสั่งฝ่ายบริหารนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลแขวงรัฐบาลกลางในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ได้ตัดสินยกเลิกคำสั่งของทรัมป์ และรัฐบาลได้ยื่นอุทธรณ์ตรงต่อศาลฎีกาโดยข้ามขั้นตอนของศาลอุทธรณ์ไป

คดีนี้ใช้ชื่อว่า Trump v. Barbara, หมายเลขคดี 25-365