อดีตปลัด กต.สิงคโปร์ชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นกระบวนการระยะยาวที่ไม่มีวันจบสิ้น
KEY POINTS
- อดีตปลัด กต.สิงคโปร์ชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นกระบวนการระยะยาวที่ไม่มีวันจบสิ้น
- สงครามได้ยกระดับจาก "สงครามเงา" เข้าสู่เฟสใหม่ที่มีการปะทะทางทหารโดยตรงและรุนแรงขึ้น
- เขามองว่าการทูตได้ล้มเหลวและความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านทำให้สงครามใหญ่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต
- สถานการณ์นี้ยังส่งผลให้เกิดการจัดขั้วอำนาจใหม่ในตะวันออกกลาง โดยชาติอาหรับหันมาร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านอิหร่าน
ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน นายบิลาฮารี คอซิกาน อดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "The Nature of International Relations: From the War in Gaza and Iran to the US-China Minefield" ภายในการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการค้าระหว่างประเทศซึ่งจัดขึ้นโดย International Press Foundation ร่วมกับ Hinrich Foundation ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะไม่มีวันจบสิ้นและเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นส่วนหนึ่งของ "กระบวนการ" ระยะยาว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
นายบิลาฮารีมองว่าโลกได้ก้าวข้ามจาก "สงครามเงา" หรือ Shadow War ที่ดำเนินมากว่า 20 ปี เข้าสู่ระยะที่มีการปะทะทางทหารโดยตรงและแม้ปัจจุบันจะดูเหมือนสถานการณ์สงบลงชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดคือการเตรียมวนกลับไปสู่สงครามเงาที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะ และในอนาคตจะเกิดสงครามใหญ่เกี่ยวกับอิหร่านอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะเป็นในอีก 5 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้าก็ตาม
อดีตนักการทูตอาวุโสระบุต่อว่า หากพิจารณาในเชิงสัจนิยม ปัจจุบันระเบียบทางการทูตได้พังลงแล้ว โดยยกตัวอย่างข้อตกลงนิวเคลียร์ หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ว่าเป็นข้อตกลงที่อ่อนแอเนื่องจากความพยายามในการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ไม่อาจลบเลือนได้ เพราะความรู้ในการสร้างอาวุธไม่สามารถถูกถอดถอนออกจากสมองของผู้นำได้ และการทำสงครามอาจเป็นเพียงวิธีเดียวในการชะลอความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธดังกล่าวของอิหร่านออกไป
ขณะเดียวกัน ภายในอิหร่านเองกำลังเผชิญกับ ภาวะเศรษฐกิจที่จ่อล่มสลาย และความเปราะบางของระบอบการปกครองที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบที่เน้นทางทหารมากขึ้น โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้ามามีบทบาทนำกลุ่มอำนาจเดิม ทั้งหมดจึงเน้นย้ำว่าระเบียบการทูตแบบเดิมอาจไม่สามารถนำมาใช้ในสมรภูมิครั้งนี้ได้อีกแล้ว
ท้ายที่สุด สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ตอกย้ำดุลอำนาจใหม่ในตะวันออกกลาง เมื่อรัฐแถบอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เริ่มหันมาร่วมมือกับสหรัฐและอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความเป็นปรปักษ์ของอิหร่าน ขณะที่พันธมิตรของอิหร่านอย่างรัสเซียและจีนพิสูจน์แล้วว่าไร้ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือในช่วงวิกฤต
บทเรียนนี้ส่งผลสะเทือนมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายบิลาฮารี หยิบยกกรณีของ อินโดนีเซีย ที่ตัดสินใจลงนามความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐท่ามกลางความขัดสหรัฐ-อิหร่าน เพื่อแสดงถึงการเอาตัวรอดในปัจจุบันจากการที่ผู้นำตระหนักว่า "อำนาจระดับกลาง" ไม่สามารถอยู่รอดได้โดยปราศจากมหาอำนาจคอยหนุนหลัง





