วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘อิสราเอล’ ส่งทหารซุ่มปฏิบัติการใน ‘อาเซอร์ไบจาน’ ล้วงข้อมูลอิหร่านช่วงทำสงคราม

ซีเอ็นเอ้นอ้างอิงแหล่งข่าวรายงานว่า ‘อิสราเอล’ ได้ส่งกองทัพซุ่มปฏิบัติการใน ‘อาเซอร์ไบจาน’ เพื่อล้วงข้อมูลและข่าวกรองเกี่ยวกับอิหร่านช่วงทำสงคราม

KEY POINTS

  • แหล่งข่าวเผยว่าอิสราเอลได้ส่งทหารและหน่วยข่าวกรองระดับสูงไปยังอาเซอร์ไบจานในช่วงสงครามกับอิหร่าน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อปฏิบัติการสู้รบ
  • หน่วยปฏิบัติการในอาเซอร์ไบจานประกอบด้วยกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ, หน่วยรบและกู้ภัยทางอากาศ และเจ้าหน้าที่มอสสาด
  • แหล่งข่าวระบุว่าหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญที่มาจากอาเซอร์ไบจานคือการสังหารผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

แหล่งข่าว 4 รายเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า อิสราเอลได้ส่งทหารและหน่วยข่าวกรองระดับสูงไปยังอาเซอร์ไบจานในช่วงทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลับทั่วตะวันออกกลางเพื่ออำนวยความสะดวกต่อปฏิบัติการสู้รบกับอิหร่าน

แหล่งข่าว 2 รายบอกว่า กองกำลังดังกล่าวปฏิบัติงานจากหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งติดกับทางตอนเหนือของอิหร่าน และจุดปฏิบัติการที่ใกล้ที่สุดห่างจากเมืองทาบริซของอิหร่านเพียง 60 ไมล์ หรือประมาณ 96.5 กิโลเมตร

หน่วยคอมมานโดพิเศษก็ปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว โดยทำภารกิจรวบรวมข้อมูลข่าวกรองและปฏิบัติการโดรนด้วย เพื่อให้อิสราเอลได้เปรียบในการมองเห็นภาพรวมของพื้นที่ทางตอนเหนืออิหร่านในช่วงสงคราม

การส่งทหารไปอาเซอร์ไบจานอย่างลับๆ ตามที่ซีเอ็นเอ็นรายงานเป็นที่แรกนั้น เป็นหนึ่งในหลายฐานทัพที่ทหารของอิสราเอลประจำการทั่วตะวันออกกลางเพื่อทำให้กองทัพอิสราเอลมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และชี้ให้เห็นถึงบทบาทของประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านที่มีส่วนร่วมกับอิสราเอล โดยบางประเทศได้รับอนุญาต และบางประเทศอาจไม่ได้รับอนุญาตให้อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติการโจมตีเตหะรานและเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง

ฐานลับในอาเซอร์ไบจาน

ฐานที่ตั้งทหารอิสราเอลในอาเซอร์ไบจานนั้นเป็นหนึ่งในฐานทัพทหารลับจำนวนมากที่อยู่ในหลายประเทศ รวมถึงอิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โซมาลีแลนด์

กองกำลังเหล่านี้เดิมทีวางแผนให้เป็นทีมกู้ภัยในกรณีฉุกเฉิน แต่ในที่สุดก็ขยายขอบเขตไปเป็นหน่วยงานทางทหารและหน่วยรวบรวมข้อมูลข่าวกรองในที่สุด

โดยรวมแล้ว การวางกำลังตามที่แหล่งข่าวระบุ ทำให้กองกำลังอิสราเอลเหมือนประจำการอยู่ตามแนวชายแดนทางใต้ ทางตะวันตก และทางเหนือของอิหร่านในช่วงสงคราม และขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารออกไปหลายร้อยไมล์ และลึกเข้าไปในดินแดนอิหร่านด้วย

ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการในอาเซอร์ไบจานของอิสราเอลประกอบไปด้วยกองทัพหลายภาคส่วน รวมถึงกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของอิสราเอล หน่วยรบและกู้ภัยทางอากาศระดับสูงของกองทัพ และเจ้าหน้าที่มอสสาดก็เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม โฆษกจากสถานทูตอาเซอร์ไบจานในสหรัฐระบุในแถลงที่ส่งให้ซีเอ็นเอ็น โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าวว่าไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับการใช้ดินแดนของอาเซอร์ไบจานในการปฏิบัติการโจมตีประเทศที่สาม

ฐานลับที่อื่นๆ ของอิสราเอล

แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สาธารณรัฐโซมาลิแลนด์ที่ตั้งอยู่ตรงแหลมแอฟริกาโดยแยกตัวออกมาจากโซมาลี ได้ให้พื้นที่ตั้งฐานทัพทางทหารเพิ่มเติมแก่อิสราเอลด้วย ทำให้เครื่องบินของอิสราเอลสามารถมีจุดแวะพักในเที่ยวบินระยะไกลที่มุ่งไปยังอิหร่าน หลังจากที่อิสราเอลเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรองโซมาลิแลนด์อย่างเป็นทางการ ส่วนยูเออีก็มีมีฐานทัพและฐานการค้าขนาดใหญ่ในเมืองท่าเบอร์เบรา

ซีเอ็นเอ็น ซึ่งเป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเกี่ยวกับการใช้ฐานทัพลับของอิสราเอลในโซมาลิแลนด์ ได้ติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของโซมาลิแลนด์เพื่อขอความเห็นแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

ในขณะที่ฐานทัพลับในอิรักของอิสราเอลมีอยู่สองแห่ง และเป็นฐานปฏิบัติการล่วงหน้าของอิสราเอลในการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และใช้สำหรับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในกรณีจำเป็น ซึ่งวอลล์สตรีทเจอร์นัลและนิวยอร์กไทมส์รายงานเรื่องนี้เป็นแรก อย่างไรก็ตามแถลงการณ์กองทัพอิรักระบุว่า ณ ต้นเดือนมีนาคม ไม่มี “ฐานทัพหรือกองกำลังที่ไม่ได้รับอนุญาต” อยู่ในประเทศ

นอกจากนี้ อิสราเอลยังได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศไอรอนโดมและกองกำลังปฏิบัติการไปยังยูเออีอย่างเงียบๆ ในช่วงทำสงคราม รวมถึงระบบป้องกันภัยอื่นๆ ซึ่งเป็นข่าวที่สำนักข่าว Axios รายงานเป็นที่แรก ก่อนหน้านี้ซีเอ็นเอ็นรายงานว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู หัวหน้าหน่วยข่าวกรองมอสสาดและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอล เดินทางเยือนยูเออีในช่วงสงครามด้วย แต่การเปิดเผยดังกล่าวทำให้ยูเออีออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น

อาเซอร์ไบจานพันธมิตรใกล้ชิดอิสราเอล

สำหรับการส่งกองทัพไปในอาเซอร์ไบจานนั้น เนื่องจากอิสราเอลมองว่าประเทศนี้เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการสู้รบกับอิหร่าน และการเตรียมพร้อมปฏิบัติการต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนจะเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านจริงจัง

แหล่งข่าวที่ทราบแผนส่งกองทัพลับเล่าว่า ในช่วงกลางเดือนม.ค. ที่อิหร่านเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ อิสราเอลได้เตรียมภารกิจลับตามแนวชายแดนอาเซอร์ไบจาน-อิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการเบื้องต้นเพื่อวางรากฐานการทำงานขั้นตอนต่อไป โดยเล็งติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังและอุปกรณ์ข่าวกรองในพื้นที่

อิสราเอลยังได้วางแผนที่จะดำเนินการดังกล่าวไปพร้อมกับแผนโจมตีในระยะแรกในช่วงกลางเดือนมกราคม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจปฏิบัติการลับ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้ยกเลิกการโจมตีในนาทีสุดท้าย โดยกล่าวว่าอิหร่านตกลงที่จะยุติการสังหารผู้ประท้วงแล้ว

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่าหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญที่มาจากอาเซอร์ไบจานคือการสังหาร ราห์มาน โมกฮัดดัม ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเป็นบุคคลที่อิสราเอลบอกว่าเป็นผู้รับผิดชอบแผนพยายามสังหารทรัมป์ในปี 2024 

จากนั้น 1 วันต่อมามีโดรนโจมตีสนามบินในเขตปกครองตนเองนาคชิวานของอาเซอร์ไบจาน ทำให้ตัวอาคารผู้โดยสารเสียหายและมีผู้บาดเจ็บหลายราย

ประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ กล่าวโทษอิหร่าน โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “การก่อการร้าย” ที่ “น่ารังเกียจ ขี้ขลาด และไร้ยางอาย” แต่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ปล่อยโดรนโจมตีดังกล่าว

นอกจากนี้ วันที่ 6 มีนาคม หน่วยงานความมั่นคงแห่งรัฐของอาเซอร์ไบจานประกาศว่าสามารถสกัดแผนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอลและชาวยิวของ IRGC ได้ และหลายสัปดาห์ต่อมา อิสราเอลยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างมอสสาด กองทัพอิสราเอล และหน่วยงานความมั่นคง Shin Bet

ทั้งนี้ อิสราเอลและอาเซอร์ไบจานยังคงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในด้านการค้าและผลประโยชน์ด้านการทหาร โดยรัฐบาลบากูได้จัดหาน้ำมันจำนวนมากให้อิสราเอล ขณะที่อิสราเอลขายอาวุธล้ำสมัยให้กับอาเซอร์ไบจาน และอาเซอร์ไบจานยังเป็นต่างชาติประเทศแรกที่ซื้อไอรอนโดมจากอิสราเอลในปี 2016