สหรัฐสั่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากสถานทูตในกรุงเบรุต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) สหรัฐมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ไม่เกี่ยวข้องและครอบครัวออกจากสถานทูตในกรุงเบรุตของเลบานอน โดยสถานทูตยังคงเปิดทำการ
“นี่เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อรับประกันความปลอดภัยให้กับบุคลากรของเรา พร้อมๆ กับรักษาความสามารถในการปฏิบัติการและช่วยเหลือพลเมืองสหรัฐ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศกล่าวโดยไม่เปิดเผยตัวตน
แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงเลบานอนรายหนึ่งเผยว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตราว 40 คน ออกเดินทางจากสนามบินในกรุงเบรุตเมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.)
“เราประเมินสภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง และจากการตรวจสอบล่าสุดจึงเห็นว่าเป็นการเหมาะสมที่จะลดจำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานลงเหลือเพียงบุคลากรที่จำเป็นเท่านั้น” เจ้าหน้าที่สหรัฐรายเดิมกล่าว
ช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์สั่งเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางหลังขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์
รัฐบาลผู้นำศาสนาของอิหร่านที่ปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงในเดือนที่ผ่านมา กล่าวว่า จะเจรจากับสหรัฐในวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ซึ่งอาจเป็นความพยายามทางการทูตครั้งสุดท้าย
สำหรับสถานการณ์ในเลบานอน นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสที่อิหร่านสนับสนุนก่อเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2023 อิสราเอลก็ได้โจมตีในเลบานอนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงการปลิดชีพฮัสซัน นัสรัลลาห์ ผู้นำ
ในอดีตเคยคาดกันว่าฮิซบอลเลาะห์จะสู้รบกับอิสราเอลในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งในวันเสาร์ (21 ก.พ.) ฮิซบอลเลาะห์ประกาศ “ต่อต้าน” อิสราเอล หลังถูกโจมตีครั้งใหม่ปลิดชีพสมาชิกแปดคน





