วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2569

เงินบาทอ่อนค่ากลับมาเล็กน้อยท้ายสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดลบเป็นสัปดาห์ที่สี่

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

• เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือนท่ามกลางแรงขายดอลลาร์ฯ รับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เงินบาทอ่อนค่ากลับมาบางส่วนท้ายสัปดาห์ตามภาวะ Risk-off ในตลาดหุ้น

เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดในช่วงที่เหลือของปี (ประกอบกับน่าจะมีแรงหนุนทางอ้อมเพิ่มเติมจากแรงเทขายเงินยูโร หลัง Fitch ปรับลดมุมมองที่มีต่ออันดับเครดิต A+ ของฝรั่งเศสมาเป็น “Negative” จากประเด็นความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและฐานะการคลัง)

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2569

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกแข็งค่าผ่านแนว 33.50 ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือนที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกและสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับสกุลเงินเอเชียในภาพรวมแข็งค่าขึ้นสวนทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงรับท่าทีที่เปิดรับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังเผชิญแรงขายและอ่อนค่ากลับลงมาตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งกลางเทอมและครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งตลาดมองว่าจะเพิ่มข้อจำกัดต่อการผลักดันนโยบายลดภาษีและการใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

เงินบาทอ่อนค่ากลับมาบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ท่ามกลางสัญญาณ Risk-off ในตลาดหุ้นฝั่งเอเชีย และแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ เพื่อปรับโพสิชั่นก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ

• ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (30 ต.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 2-6 พ.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4,998 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 10,982 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 11,885 านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 903 ล้านบาท)

• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 9-13 พ.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.10-33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนต.ค. อาทิ CPI, PPI และการส่งออก และจีดีพีไตรมาส 3/2569 ของอังกฤษและยูโรโซนด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

• ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบตลอดสัปดาห์ ก่อนจะร่วงหลุดแนว 1,500 จุดในช่วงท้ายสัปดาห์

SET index ร่วงลงแรงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนท่ามกลางแรงขาย เพื่อปรับลดสถานะเสี่ยงของนักลงทุนระหว่างรอติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

นำโดย หุ้นกลุ่มพลังงานที่มีปัจจัยกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกท่ามกลางความคาดหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม รวมถึงหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศจากความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงสั้น ๆ กลางสัปดาห์จากแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ก่อนจะปรับตัวลงอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 เดือนครึ่งที่ระดับ 1,461.08 จุดในช่วงท้ายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศจากความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจชะลอแผนการลงทุนใน Data Center และ AI หลังพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ขณะที่นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ แรงขายในช่วงท้ายสัปดาห์กระจายไปในหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มพลังงานและกลุ่มแบงก์

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2569

• ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,465.70 จุด ลดลง 3.48% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 72,530.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.10% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.90% มาปิดที่ระดับ 212.15 จุด

• สัปดาห์ถัดไป (9-13 พ.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,445 และ 1,430 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,490 และ 1,500 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบจ.ไทย

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนต.ค. ของจีน อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวน ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2569 ของยูโรโซน

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2569