วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดทรุด 32 จุด พิษหุ้นเทคฯ โลกถล่ม DELTA-KCE-HANA ถูกเทหนัก โบรกเกอร์ชี้ถึงรอบสลับขั้วลงทุน

ตลาดหุ้นไทยปิดดิ่ง 32.29 จุด รับแรงกระแทกจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐ หลัง NASDAQ ร่วง 4% และดัชนี SOX ทรุดหนัก 12% ฉุดหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วงยกแผง นำโดย KCE และ HANA ดิ่งราว 12% ขณะที่โบรกเกอร์มองตลาดอาจเข้าสู่รอบเปลี่ยนกลุ่มลงทุนจาก Growth Stock สู่ Value Stock แนะจับตาหุ้นไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยวเป็นทางเลือกลงทุนรอบใหม่

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดร่วงหนัก 32.29 จุด (2.16%) มาอยู่ที่ 1,465.70 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 79,435.65 ล้านบาท
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ร่วง 4% และดัชนี SOX ดิ่งถึง 12%
  • หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยถูกเทขายอย่างหนักตามทิศทางตลาดโลก โดย KCE ร่วง 12.08%, HANA ลดลงประมาณ 12% และ DELTA ปรับตัวลง 5.35%
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่าตลาดอาจถึงรอบสลับกลุ่มลงทุนจากหุ้นเติบโต (Growth Stock) ไปยังหุ้นคุณค่า (Value Stock) โดยแนะนำให้รอจังหวะเข้าลงทุนในกลุ่มไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยว

“ตลาดหุ้นไทยวันนี้” (6 พ.ย.2569) ปิดตลาด ที่ 1,465.70 จุด ร่วง 32.29 จุด หรือ 2.16% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,483.20 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,461.08 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 79,435.65 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 177.00 บาท ลดลง 10.00 บาท หรือ 5.35% มูลค่าการซื้อขาย 7,016.39 ล้านบาท

2. KCE ราคาปิด 58.25 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 12.08% มูลค่าการซื้อขาย 6,681.72 ล้านบาท

3. PTT ราคาปิด 38.25 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.92% มูลค่าการซื้อขาย 3,760.56 ล้านบาท

4. TRUE ราคาปิด 12.90 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 3.01% มูลค่าการซื้อขาย 3,414.73 ล้านบาท

5. GULF ราคาปิด 61.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.00% มูลค่าการซื้อขาย 3,357.08 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดทรุด 32 จุด พิษหุ้นเทคฯ โลกถล่ม DELTA-KCE-HANA ถูกเทหนัก โบรกเกอร์ชี้ถึงรอบสลับขั้วลงทุน

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลง 32 จุด หรือเกือบ 2% ในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่เผชิญแรงขายรุนแรงกว่า

ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันหลักมาจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลงประมาณ 4% และดัชนี SOX ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ร่วงลงถึง 12% ก่อนส่งผลกระทบมายังตลาดหุ้นเอเชีย

สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับแรงกดดันมากที่สุด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดย KCE และ HANA ปรับตัวลดลงประมาณ 12% ขณะที่ DELTA ลดลงประมาณ 5% โดย KCE ถูกกดดันทั้งจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ต่ำกว่าคาดประมาณ 8% และแรงขายตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ส่วน HANA แม้ยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการ แต่ตลาดกังวลว่าผลประกอบการอาจออกมาต่ำกว่าคาดเช่นเดียวกับ KCE

โดยแรงขายดังกล่าวยังทำให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เสียแนวโน้มทางเทคนิค โดยดัชนีหุ้นไทยหลุดแนวรับเดิมบริเวณ 1,470 จุด และลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ ขณะที่หุ้นกลุ่ม Growth Stock หรือหุ้นเติบโตสูง เริ่มเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเม็ดเงินลงทุนที่สูง ผลประกอบการที่อาจต่ำกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงที่การลงทุนใน Data Center และ AI อาจล่าช้ากว่าแผน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ Brent กลับมาแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานให้ปรับตัวขึ้นมาพยุงตลาดได้บางส่วน

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ทั้ง CPI และ Core CPI ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนในภาคธุรกิจ ขณะที่ปัจจัยในประเทศต้องติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงที่มีบริษัททยอยรายงานงบจำนวนมาก โดยเฉพาะการดูว่าแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ Growth Stock จะเริ่มชะลอตัว และสามารถสร้างฐานราคาได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเปลี่ยนกลุ่มลงทุนของนักลงทุนสถาบัน จากหุ้น Growth Stock ไปสู่หุ้น Value Stock มากขึ้น หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กองทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไร และปิดสถานะลงทุนในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2569 เพื่อรักษาผลตอบแทนก่อนสิ้นปี และเตรียมเงินทุนสำหรับการลงทุนรอบใหม่ในปีหน้า

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้รอจังหวะหุ้นกลุ่ม Growth Stock ปรับฐานจนเริ่มมีเสถียรภาพ ก่อนพิจารณาหมุนเงินลงทุนไปยังหุ้น Value Stock ที่มีมูลค่าไม่แพง และมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยได้รับประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมที่ดีขึ้น ทั้ง Bond Yield อายุ 10 ปี ที่ปรับลดลงจาก 5.3% มาอยู่ที่ 4.8% ค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่า และต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ โดยมองว่าได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ลดลง และมี Valuation อยู่ในระดับไม่สูง โดยเฉพาะ MTC ซึ่งคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายด้วย P/E ต่ำกว่า 10 เท่า

ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่ลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า และต้นทุนพลังงานทั้งน้ำมัน และก๊าซที่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจ Data Center ในระยะยาว แนะนำ BGRIM สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP เป็นหลัก และ GULF สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งประเภท IPP และ SPP

ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม แม้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมอาจยังไม่โดดเด่น แต่ธุรกิจโรงแรมยังมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโตได้ดี โดยมอง MINT เป็นหุ้นที่น่าสนใจ เนื่องจากราคายังปรับตัวขึ้นตามหลังตลาด และอยู่ในโซนราคาค่อนข้างต่ำ จึงมีโอกาสสำหรับการเข้าซื้อเก็งกำไรตามจังหวะตลาด

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์