แม้เดโมแครตยึดสภาสำเร็จ แต่ทรัมป์ยังถือไพ่เหนือกว่าในสงครามการค้า ‘อำนาจวีโต’ อาจกลายเป็นกำแพงสำคัญขวางการยกเลิกภาษีนำเข้า ขณะที่ทรัมป์ยังเตรียมเดินหน้าเก็บภาษีรอบใหม่จากจีน อินเดีย และเวียดนาม
แม้ชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตในศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ทำให้พรรคกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมเพิ่มอำนาจตรวจสอบนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ชัยชนะครั้งนี้ “อาจไม่เพียงพอ” ที่จะหยุดมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมี “อำนาจยับยั้งกฎหมาย” (Veto) และมีอำนาจด้านการค้าภายใต้กฎหมายเดิมอย่างกว้างขวาง
พรรคเดโมแครตคาดว่า จะครองอย่างน้อย 235 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ 54 ที่นั่งในวุฒิสภา โดยอาจเพิ่มเป็น 56 ที่นั่ง หากชนะการแข่งขันที่เหลือในรัฐมิสซิสซิปปีและอะลาสกา
อย่างไรก็ตาม การผ่านกฎหมายบางประเภทในวุฒิสภายังต้องอาศัย “เสียงสนับสนุน 60 เสียง” เพื่อฝ่ากระบวนการอภิปรายยืดเยื้อ (Filibuster)
ขณะที่การล้มล้างคำสั่งวีโตของประธานาธิบดี ต้องใช้เสียงอย่างน้อย “2 ใน 3” ของทั้งสองสภา หรือ “67 เสียงในวุฒิสภา และ 290 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร” หากสมาชิกเข้าร่วมลงคะแนนครบทั้งหมด
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีอำนาจใช้ “Pocket Veto” หรือการยับยั้งกฎหมายโดยไม่ลงนาม หากสภาคองเกรสปิดสมัยประชุมจนไม่สามารถรับร่างกฎหมายกลับได้ภายในระยะเวลา 10 วัน (ไม่นับวันอาทิตย์) ร่างกฎหมายนั้นจะตกไปทันที โดยสภาไม่สามารถลงมติล้มล้างได้ ต่างจากการวีโตปกติที่สภายังสามารถรวบรวมเสียง 2 ใน 3 เพื่อโต้กลับประธานาธิบดี
เบลก ฮาร์เดน กรรมการผู้จัดการฝ่ายนโยบายการค้าของ Ernst & Young ระบุว่า ผลการเลือกตั้งไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อวาระการค้าหรือมาตรการภาษีของทรัมป์ เนื่องจากสภาคองเกรสได้มอบอำนาจด้านการค้าจำนวนมากให้ฝ่ายบริหารไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม พรรคเดโมแครตยังสามารถใช้เสียงข้างมากเปิดการสอบสวนและไต่สวนผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ต่อการได้รับยกเว้นภาษี ตลอดจนผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและธุรกิจขนาดเล็ก
นอกจากนี้ เดโมแครตยังมีโอกาสใช้ “อำนาจด้านงบประมาณ” ของหน่วยงานรัฐบาลเป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อผลักดันให้ทรัมป์ยอมประนีประนอมในประเด็นการค้าและนโยบายอื่น ๆ
ริชาร์ด นีล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งคาดว่าจะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ Ways and Means ประกาศว่า พรรคจะให้ความสำคัญกับการลดค่าครองชีพ โดยกล่าวว่า ชาวอเมริกันกำลังแบกรับต้นทุนจากสงครามอิหร่านและมาตรการภาษีของทรัมป์ ซึ่งผลักดันราคาสินค้าและพลังงานให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ไม่มีแนวโน้มชะลอสงครามการค้า โดยรัฐบาลยังเดินหน้าการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่จากจีน อินเดีย เวียดนาม และประเทศคู่ค้าสำคัญอีกกว่า 12 ประเทศ
เคลลี แอนน์ ชอว์ อดีตที่ปรึกษาการค้าทำเนียบขาวในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ประเมินว่า “ทรัมป์จะไม่ผ่อนคันเร่งนโยบายภาษี” เพราะกำลังมุ่งสร้างผลงานทางการเมืองก่อนสิ้นสุดวาระ
ทั้งนี้ แม้เดโมแครตจะคัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคต้องการยกเลิกภาษีทั้งหมด เนื่องจากเดโมแครตเองก็สนับสนุนมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศเช่นกัน โดยรัฐบาลโจ ไบเดนเคยคงภาษีสินค้าจีนจากยุคทรัมป์ไว้ทั้งหมด และเพิ่มภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีน “สูงถึง 100%”
ดังนั้น ชัยชนะของเดโมแครตอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองในวอชิงตัน แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงครามภาษีทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มดำเนินต่อไป แม้ประธานาธิบดีจะต้องเผชิญแรงกดดัน และการตรวจสอบจากสภาคองเกรสที่เข้มข้นขึ้นก็ตาม
อ้างอิง: reuters, cbs





