ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ผลเลือกตั้งกลางเทอมพลิกสมดุลอำนาจสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่าง-สภาสูง เพิ่มแรงตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์ จำกัดเกมออกกฎหมายใหม่ แต่ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ จับตาความเสี่ยงสงครามอิหร่าน ภาษีการค้า เพดานหนี้ และแรงกระเพื่อมตลาดพันธบัตร-ค่าเงินบาท
ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ,ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผลเลือกตั้งสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองจากค่าครองชีพและสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจมีนัยต่อทิศทางนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง
โดยปัจจัยดังกล่าวมีส่วนกดดันคะแนนนิยมของรัฐบาลและส่งผลให้พรรครีพับลิกันสูญเสียที่นั่งในวุฒิสภา แม้แต่ในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ อาทิ North Carolina, South Carolina และ Texas
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
โดยทรัมป์อาจยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร แม้จะเผชิญข้อจำกัดและการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น
แม้สภาคองเกรสจะมีอำนาจจำกัดการออกกฎหมายและการอนุมัติงบประมาณใหม่ แต่ไม่สามารถยกเลิกนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารได้โดยอัตโนมัติ
โดยทรัมป์ยังสามารถดำเนินนโยบายผ่านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) และใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) กฎหมายที่ผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาในการลบล้าง
ขณะที่เสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการรับรองบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล ผลการเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มจำกัดความสามารถในการผลักดันนโยบายใหม่ของทรัมป์ มากกว่าจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลัก โดยมีนัยสำคัญในแต่ละด้านดังนี้
- ภูมิรัฐศาสตร์
ทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการแข่งขันระหว่างประเทศคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปฏิบัติการทางทหารอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากทรัมป์ยังคงมีอำนาจด้านการทูต มาตรการคว่ำบาตร และการสั่งการทางทหาร รวมถึงนโยบายต่ออิหร่าน
อย่างไรก็ดี การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและจำกัดงบประมาณด้านการทหาร รวมถึงการผลักดันกลไก War Powers Resolution เพื่อจำกัดระยะเวลาการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบังคับให้ทรัมป์ยุติสงครามได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายและทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจ Veto ได้
- นโยบายการค้า
นโยบายกีดกันทางการค้ายังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป เนื่องจากฝ่ายบริหารยังสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 232) และการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) ทำให้มาตรการภาษีนำเข้าที่มีผลบังคับใช้อยู่ไม่ถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ และประธานาธิบดียังสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมภายใต้กรอบกฎหมายได้ แม้จะเผชิญการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น
- นโยบายการคลัง
การผลักดันกฎหมายลดภาษีและการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมมีแนวโน้มทำได้ยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการขยาย Debt Ceiling และ Government Shutdown เนื่องจากพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองด้านงบประมาณและตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลมากขึ้น
ส่งผลให้การเจรจางบประมาณมีความซับซ้อน ยืดเยื้อ และเสี่ยงต่อภาวะ Government Shutdown หากไม่สามารถผ่านกฎหมายจัดสรรงบประมาณได้ทันเวลา
ขณะที่ ความขัดแย้งเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) ที่คาดว่าจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในปี 2570 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชำระภาระผูกพันของรัฐบาล และสร้างความผันผวนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
- นโยบายการเงิน
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ไม่มีผลโดยตรงต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นหลัก
โดย Fed มีแนวโน้มคุมเข้มนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2.0% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาพลังงานปรับลดลง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง Fed อาจจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินเข้มงวดไปถึงปี 2570
- AI และเทคโนโลยี
ทรัมป์ยังคงสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และผ่อนคลายข้อกำกับดูแลภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ได้ แต่การกำกับดูแลอาจเข้มงวดขึ้น ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจเพิ่มการตรวจสอบประเด็นด้านความปลอดภัยของ AI การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาก Data Centers โดยเฉพาะการใช้พลังงานและน้ำ
อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายกำกับดูแลใหม่ยังเผชิญข้อจำกัดจากกระบวนการนิติบัญญัติและอำนาจยับยั้งของประธานาธิบดี ขณะที่การแข่งขันด้าน AI และเทคโนโลยีกับจีนยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองพรรค
- แรงงานและผู้อพยพ
นโยบายควบคุมและผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองยังดำเนินต่อไป ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจใช้กลไกตรวจสอบและการต่อรองงบประมาณ เพื่อจำกัดการดำเนินนโยบายดังกล่าว
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คาดกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้นจำกัด แต่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ
การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดยภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว (Divided Government) อาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดภาษี และการลงทุนภาครัฐเพิ่มเติมล่าช้า
ขณะที่ทรัมป์อาจหันไปใช้มาตรการภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้าและการต่างประเทศ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจยังคงอยู่ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มเติมอาจยังกดดันต้นทุนพลังงาน ราคาสินค้านำเข้า และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า
- เศรษฐกิจโลกเสี่ยงขึ้น
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้ายังไม่คลี่คลาย ขณะที่ความขัดแย้งด้านการคลังสหรัฐฯ อาจเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลก แม้รัฐสภาจะเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่ยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงของการยกระดับสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและกดดันราคาพลังงานโลก
ขณะที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังสร้างแรงกดดันต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ ความขัดแย้งด้านงบประมาณและเพดานหนี้สหรัฐฯ อาจเพิ่มความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ฯ และเงินทุนเคลื่อนย้าย
- ผลต่อเศรษฐกิจไทย
เผชิญความเสี่ยงผ่านต้นทุนพลังงาน การส่งออก และความผันผวนของตลาดการเงิน แต่ยังมีโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอาจกระทบต่อการส่งออกและภาคการผลิตไทย
อย่างไรก็ดี การกระจายห่วงโซ่อุปทานโลกยังเป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center แม้ต้องติดตามความเสี่ยงจากการชะลอตัวของวัฏจักรการลงทุน AI โลก
- ผลต่อตลาดพันธบัตรไทยและค่าเงินบาท
ในระยะสั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะและมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาจไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินไทย เนื่องจากตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อผลเลือกตั้งไปบางส่วนแล้ว
ขณะที่ทิศทางในปี 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักดันนโยบายการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ
ตลาดพันธบัตรไทย คาดว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งสองสภา อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ) จากความคาดหวังว่าการขยายมาตรการการคลังเพิ่มเติมของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ไทยได้บางส่วน ทำให้ยังคงตัวเลขประมาณการบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 1.30% และ 2.50% ตามเดิมตามลำดับ (ภายใต้สมมติฐานว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมรอบที่เหลือของปี 2569)
สำหรับปี 2570 คาดว่า บอนด์ยีลด์ระยะสั้นของไทยจะยังมีแนวโน้มทรงตัว โดยเฉพาะหาก กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หากคลี่คลายลง อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและลดความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะกลางถึงยาวของไทยยังมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แต่กรอบการปรับลดลงอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากยังมีแรงกดดันด้านอุปทานพันธบัตรในประเทศ โดยเฉพาะความต้องการระดมทุนของภาครัฐไทยที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง
ค่าเงินบาท คาดว่าเงินบาทอาจได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นเป็นบางช่วงตามแรงขายเงินดอลลาร์ฯ รับผลการเลือกตั้ง (หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งจากหลายปัจจัย
โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และทำให้เฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน) อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทจะยังจำกัด เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ ยังมีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนในช่วงปลายปี 2569 จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ยังคงคาดว่า เงินบาทจะปิดสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับปี 2570 คาดว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวน เพราะแม้เงินดอลลาร์ฯ อาจมีแรงหนุนน้อยลง แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่อ่อนแอของไทยยังอาจเป็นปัจจัยที่จำกัดกรอบการแข็งค่าของเงินบาทไว้เช่นกัน




