วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด 7 เคส 'ปล้น-แฮกคริปโทเคอร์เรนซี ครั้งใหญ่สุดในโลก

ย้อนรอย 7 เหตุการณ์แฮกและโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ของโลก หลังเกิดเหตการณ์แพลตฟอร์มเบอร์ 1 'Binance' ถูกเจาะระบบและคาดจะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่สุดที่เคยมีมา 6.3 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าเคส Bybit ปีที่แล้ว

เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ "ไบแนนซ์" (Binance) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้เกิดความเสียหายซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 6.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.12 แสนล้านบาท) ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์โจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

Binance ระบุว่า บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการอายัดสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ โดยจนถึงขณะนี้สามารถติดตามพบสินทรัพย์แล้วประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับสินทรัพย์ส่วนที่เหลืออีก 3.3 พันล้านดอลลาร์ 

อี้ เหอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance กล่าวว่า บริษัทจะรับผิดชอบ “ความเสียหายทั้งหมดจากการถูกแฮก”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญเหตุการณ์โจรกรรมหลายครั้ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับ "ความปลอดภัยของเงินทุนลูกค้า" และอาจทำให้นักลงทุนต้องกลับมาทบทวนความเสี่ยงของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอีกครั้ง

รอยเตอร์สรวบรวมเหตุการณ์โจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้นในปี 2008 ดังนี้

เปิด 7 เคส 'ปล้น-แฮกคริปโทเคอร์เรนซี ครั้งใหญ่สุดในโลก

1. ไบแนนซ์ (Binance) 

ปี: ตุลาคม 2026
ความเสียหาย: ประมาณ 6,300 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใหญ่ที่สุดในโลกเผชิญเหตุการณ์เจาะระบบด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดความเสียหายประเมินเบื้องต้น 6.3 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัททำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อติดตามและอายัดสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจนถึงขณะนี้ติดตามพบแล้วประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์

2. บายบิท (Bybit)

ปี: กุมภาพันธ์ 2025
ความเสียหาย: 1,500 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ รายนี้ ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากกระเป๋าเงินแบบ Cold Wallet ซึ่งใช้เก็บโทเคน Ether โดยกระเป๋าเงินประเภทนี้มักเก็บข้อมูลไว้แบบออฟไลน์ จึงถือว่ามีความปลอดภัยสูงกว่ากระเป๋าเงินที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Hot Wallet)

3. โพลี เน็ตเวิร์ก (Poly Network)

ปี: สิงหาคม 2021
ความเสียหาย: 610 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มที่ให้บริการทำธุรกรรมโทเคนระหว่างผู้ใช้งานโดยตรงถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 610 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่แฮกเกอร์จะคืนสินทรัพย์ที่ขโมยไปเกือบทั้งหมด เหตุการณ์นี้สะท้อนช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานปล่อยกู้ กู้ยืม และออมสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทางการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคารและแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์

4. โรนิน เน็ตเวิร์ก (Ronin Network) 

ปี: มีนาคม 2022 
ความเสียหาย: ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: เครือข่ายที่รองรับการโอนคริปโทเคอร์เรนซีระหว่างบล็อกเชนต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับเกมออนไลน์ยอดนิยม Axie Infinity ถูกแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลประมาณ 540 ล้านดอลลาร์ โดยสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมประกอบด้วยโทเคนอีเธอร์ประมาณ 173,600 เหรียญ และ USD Coin อีก 25.5 ล้านเหรียญ

5. คอยน์เช็ก (Coincheck) 

ปี: มกราคม 2018 
ความเสียหาย: 530 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทในกรุงโตเกียวรายนี้ ถูกโจรกรรมสินทรัพย์มูลค่า 530 ล้านดอลลาร์ หลังแฮกเกอร์เจาะระบบกระเป๋าเงินแบบ Hot Wallet ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและขโมยสินทรัพย์ออกไป เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุในขณะนั้นว่า กลุ่มแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้

6. เมาท์ก็อกซ์ (Mt. Gox) 

ปี: 2011-2014 
ความเสียหาย: ประมาณ 470 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มซื้อขายบิตคอยน์ในกรุงโตเกียวรายนี้ เผชิญเหตุการณ์โจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงปี 2011-2014 ก่อนล้มละลาย โดยมูลค่าความเสียหายที่รายงานในช่วงการล่มละลายอยู่ที่ประมาณ 470 ล้านดอลลาร์

7. เวิร์มโฮล (Wormhole) 

ปี: กุมภาพันธ์ 2022 
ความเสียหาย: 320 ล้านดอลลาร์ 
เกิดอะไรขึ้น: แพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ถูกแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 120,000 โทเคน ซึ่งเชื่อมโยงกับอีเธอร์มูลค่า 320 ล้านดอลลาร์ ต่อมาธุรกิจด้านคริปโทฯ ของ Jump Trading บริษัทซื้อขายสินทรัพย์ในชิคาโก ซึ่งเข้าซื้อกิจการผู้พัฒนา Wormhole ไปเมื่อปีก่อนหน้า ได้เข้ามาชดเชยสินทรัพย์ที่สูญหายไปแทน

 

ที่มา: Reuters