วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีดีพีต่อหัว ’เวียดนาม’ โตแซงอินโดนีเซียปีนี้ จ่อไล่ทันไทยภายในปี 73

IMF คาดการณ์จีดีพีต่อหัวเวียดนามเตรียมแซงหน้าอินโดนีเซีย ขยับขึ้นแท่นอันดับ 5 อาเซียนในปี 2569 อานิสงส์ต่างชาติแห่ย้ายฐานผลิตชิป-อีเล็กทรอนิกส์ หนุนการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนพุ่ง เตรียมเร่งสปีดเศรษฐกิจไล่ตามไทยทันภายในปี 2573

สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวแบบตัวเงินของเวียดนามในปีนี้ จะเติบโตถึง 8.9% แตะระดับ 5,259 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ตัวเลขนี้จะส่งผลให้เวียดนามเตรียมแซงหน้าอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันมีจีดีพีต่อหัวที่ 5,153 ดอลลาร์ และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงสุดอันดับ 5 ของอาเซียน ตามหลังประเทศไทย

ลงทุนรัฐและ FDI ดันเศรษฐกิจโตแกร่ง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความร้อนแรงของเศรษฐกิจเวียดนาม คือการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตทางเลือกแทนที่จีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โดยเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ระดับอย่างน้อย 10% ในปี 2569 ซึ่งตัวเลขจีดีพีที่แท้จริงในไตรมาส 3 ขยายตัวถึง 9.95%

ไม ฟูจิตะ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ประเมินสถานการณ์นี้ว่า "การลงทุนเชิงรุกของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ"

ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. เวียดนามบันทึกเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น 12% แตะ 2.11 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Foxconn ยักษ์ใหญ่อีเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน และ Samsung จากเกาหลีใต้ ต่างเดินหน้าขยายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ ยอดจดทะเบียนขอรับการส่งเสริมการลงทุนใหม่ พุ่งทะยานถึง 76% แตะระดับ 5.03 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทิศทางการลงทุนในอนาคตที่แข็งแกร่ง

ส่งออกพุ่ง เกินดุลการค้าสหรัฐสูงสุด

ขณะที่ ภาคการส่งออกก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. ขยายตัว 25% แตะระดับ 4.34 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีบริษัทเกาหลีใต้หลายแห่ง เช่น Samsung Electronics ได้ตั้งฐานการผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนามเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ สถิติของสหรัฐ ยังระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับเวียดนามสูงถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าจีนและเม็กซิโกไปแล้ว

เทียบฟอร์มเพื่อนบ้าน อินโด-ไทย

เมื่อหันมามองคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย แม้จะสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้จำนวนมาก แต่เศรษฐกิจยังขยายตัวทรงตัวที่ระดับ 5% เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนมากพอ ประกอบกับค่าเงินที่อ่อนค่ายังเป็นปัจจัยฉุดรั้งเมื่อแปลงจีดีพีต่อหัวเป็นสกุลดอลลาร์

โดยเป้าหมายต่อไปของเวียดนามตั้งเป้าเพิ่มจีดีพีต่อหัวไปที่ 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ประเทศไทยทำอยู่ในปัจจุบัน สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้มีการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเพียงประมาณ 2% ต่อปี โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม หลายสถาบันยังจับตาเป้าหมายการเติบโตของเวียดนามด้วยความระมัดระวัง โดยทั้ง IMF และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่าเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2570 น่าจะขยายตัวได้ที่ระดับราว 7.5% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายระดับ 10% ที่รัฐบาลตั้งไว้

"เวียดนามจำเป็นต้องมีความพยายามที่มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว เช่น การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตในระยะสั้น" ฟูจิตะ กล่าว