4 ค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ ‘โตโยต้า-ฮอนด้า-นิสสัน-มาสด้า’ เผชิญวิกฤติหนักในจีน หลังยอดผลิตรถยนต์ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี หายไปถึง 63% จากจุดสูงสุดในปี 2020 ท่ามกลางกระแสรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มาแรง และความนิยมรถน้ำมันที่เสื่อมถอย
“อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในตลาดจีน หลังยอดผลิตรถยนต์ของ 4 ค่ายยักษ์ใหญ่ ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และมาสด้า ร่วงลงสู่ “ระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี” ท่ามกลางความต้องการรถยนต์ใช้น้ำมันที่หดตัวอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่าง BYD รุกตลาดอย่างต่อเนื่อง จนค่ายรถญี่ปุ่นต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ยอดผลิตรถยนต์ในจีนของโตโยต้า (Toyota) ฮอนด้า (Honda) นิสสัน (Nissan) และมาสด้า (Mazda) รวมกันในช่วงเดือนเมษายน–กันยายน 2026 อยู่ที่เพียง 1.02 ล้านคัน ลดลง 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008
หากเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2020 ที่ผลิตได้ราว 2.8 ล้านคัน พบว่ายอดผลิตลดลงเกือบ 1.8 ล้านคัน หรือ ทรุดตัวถึง 63% ภายในเวลาเพียง 6 ปี
ในบรรดาผู้ผลิตทั้ง 4 ราย “ฮอนด้า” เผชิญสถานการณ์หนักที่สุด โดยยอดผลิตร่วงลง 60% เหลือ 131,716 คัน ต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2020 ถึงประมาณ 90%
ขณะที่นิสสันผลิตได้ 163,192 คัน ลดลง 49% ส่วนโตโยต้าผลิตได้ 663,079 คัน ลดลง 18%
ด้านมาสด้า แม้ยอดผลิตเพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดถึง 52%
สาเหตุสำคัญมาจากตลาดรถยนต์จีนที่หดตัวอย่างหนัก โดยยอดขายรถยนต์ใหม่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ลดลง 22% จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการลดเงินอุดหนุนรถยนต์พลังงานใหม่
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งซ้ำเติมความต้องการรถยนต์ใช้น้ำมัน โดยยอดขายรถยนต์ที่ไม่ใช่กลุ่มพลังงานใหม่ลดลงมากกว่า 30% และหากเทียบกับปี 2020 พบว่าหายไปถึงประมาณ 60%
ปัญหาสำคัญของค่ายรถญี่ปุ่นคือ การพึ่งพารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเป็นหลัก ขณะที่ผู้บริโภคจีนหันไปนิยมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะมากขึ้น
แม้พยายามบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่ค่ายญี่ปุ่นยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยฮอนด้าขายรถ EV ในจีนได้เพียง 2,991 คันในช่วงเมษายน–กันยายน ลดลง 62% จนต้องเลื่อนเปิดตัวรถ EV รุ่นเรือธงอย่าง GT ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ด้านรถยนต์ไฟฟ้า N7 ของนิสสัน ซึ่งเคยได้รับความนิยมในช่วงเปิดตัว ก็เผชิญยอดขายร่วงลงถึง 76% ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตจีนซึ่งเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
แม้สถานการณ์ย่ำแย่ แต่การถอนตัวจากจีนไม่ใช่ทางเลือกที่ง่าย เนื่องจาก “จีน” ยังเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐของทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน โดยคิดเป็นสัดส่วนยอดขายทั่วโลก 17%, 18% และ 21% ตามลำดับในปีงบประมาณ 2025
นอกจากนี้ จีนยังเป็นสมรภูมิสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ
ค่ายรถญี่ปุ่นจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยโตโยต้าประกาศความร่วมมือกับ Guangzhou Automobile Group และ China FAW Group เพื่อเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ขณะที่นิสสันและมาสด้ามุ่งใช้ฐานการผลิตในจีนเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะยาวยังน่ากังวล โดยบริษัทวิจัย Mobility Global คาดว่า ยอดผลิตรถยนต์ของ 4 ค่ายญี่ปุ่นในจีนจะลดลงอีก 47% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2025 เหลือเพียงประมาณ 1.6 ล้านคันต่อปี
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน จากตลาดที่เคยเป็นขุมทรัพย์ของค่ายรถญี่ปุ่น สู่สนามแข่งขันที่ผู้ผลิตท้องถิ่นกำลังขึ้นมาครองความได้เปรียบ และบีบให้แบรนด์ญี่ปุ่นต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาพื้นที่ในตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อ้างอิง: nikkei





