หุ้น Intel ดิ่งหนัก 21% หลังคาดการณ์รายได้ไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ท่ามกลางวิกฤติชิปหน่วยความจำขาดแคลนและต้นทุนพุ่ง ฉุด ‘ตลาดพีซี’ ซบเซาต่อเนื่องถึงปี 2027
อินเทล (Intel) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปสหรัฐ เผชิญแรงกดดันหนัก หลัง “คาดการณ์รายได้ไตรมาส 4” ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ท่ามกลางตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่ซบเซาและปัญหาคอขวดห่วงโซ่อุปทาน แม้ธุรกิจชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลและ AI จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้หุ้น Intel ดิ่งลงถึง 21% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Intel คาดการณ์รายได้ไตรมาส 4 ปี 2026 อยู่ที่ 15,000–16,000 ล้านดอลลาร์ “ต่ำกว่า” ที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้เฉลี่ย 17,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่กำไรต่อหุ้นหลังปรับปรุงรายการพิเศษ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.25 ดอลลาร์ “ต่ำกว่า” ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 0.43 ดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญมาจาก ตลาดพีซีที่กำลังเผชิญภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กประสบปัญหา “ชิปหน่วยความจำขาดแคลน” ประกอบกับ “ต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงขึ้น” ส่งผลให้ราคาคอมพิวเตอร์ปรับตัวแพงขึ้นและความต้องการซื้อชะลอตัว
Intel คาดว่าตลาดพีซีจะหดตัว 12% ในปี 2026 และลดลงอีก 10% ในปี 2027 โดยภาวะซบเซาจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงครึ่งแรกของปีหน้า
ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Intel ยอมรับว่า ปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม โดยคาดว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นในปี 2027 และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตทั่วทั้งตลาด
นอกจากนี้ ธุรกิจศูนย์ข้อมูลของ Intel ยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและเหตุเพลิงไหม้โรงงานในอิสราเอล ซึ่งทำให้ต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว โดยบริษัทประเมินว่าจะสูญเสียรายได้ราว 300 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 และอาจได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกันในไตรมาสแรกของปี 2027
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาส 3 สะท้อนภาพที่แตกต่างกัน โดย Intel มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 21% แตะ 16,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.52 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 0.41 ดอลลาร์
ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีรายได้พุ่งขึ้น 78% แตะ 7,300 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับธุรกิจชิปสำหรับพีซีที่รายได้ลดลง 5% เหลือ 8,100 ล้านดอลลาร์ ส่วนธุรกิจรับจ้างผลิตชิป (Foundry) มีรายได้เพิ่มขึ้น 58% แตะ 6,700 ล้านดอลลาร์
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งของกระแส AI ที่แม้จะช่วยกระตุ้นความต้องการชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล แต่กลับทำให้ “ชิปหน่วยความจำขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้น” จนกระทบ “ตลาดพีซี” ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของ Intel
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมลงทุนราว 20,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อขยายกำลังการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี ก่อนเพิ่มงบลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2027 โดยคาดว่าอาจยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
อาซา ไฮเคน นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Emarketer มองว่า ผลประกอบการครั้งนี้สะท้อนความท้าทายของ Intel ในการเปลี่ยนแผนฟื้นฟูกิจการให้กลายเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้ความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของธุรกิจพีซี
ทั้งนี้ หุ้น Intel ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ต้นปี ก่อนร่วงลงราว 21% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทเปิดเผยคาดการณ์ล่าสุด สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า การเติบโตจากกระแส AI อาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ Intel ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงในระยะสั้น
อ้างอิง: bloomberg





