หมดยุคเงินฝืด! แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงดอกเบี้ย 1.25% พร้อมประเมินว่าเงินเฟ้อสอดคล้องกับเป้าหมาย 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013 นักเศรษฐศาสตร์คาด BOJ เตรียมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.นี้ หรือม.ค.ปีหน้า
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติในการประชุมวันศุกร์นี้ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งเป็นอัตราในระดับสูงสุดรอบ 31 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1995
การตัดสินใจดังกล่าวเป็นมติที่ "ไม่เป็นเอกฉันท์" ด้วยเสียง 8 ต่อ 1 เสียง โดยฮาจิเมะ ทาคาตะ กรรมการ BOJ เป็นผู้ลงคะแนนคัดค้าน เนื่องจากต้องการให้ธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.5%
ทว่าประเด็นที่น่าสนใจคือ BOJ ยังประเมินด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศอยู่ในระดับที่ “สอดคล้องกับเป้าหมาย 2% โดยทั่วไป” เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี หรือนับตั้งแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มใช้เป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวเมื่อปี 2013
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 16 รายของ CNBC ก่อนการประชุมพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดคาดว่า BOJ จะส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ปีนี้ หรือเดือนม.ค.ปีหน้า เนื่องจากเงินเฟ้อและค่าจ้างภายในประเทศยังคงปรับตัวสูงขึ้น
ในจำนวนนี้ นักเศรษฐศาสตร์ 13 รายคาดว่า อัตราดอกเบี้ยปลายทาง (Terminal Rate) หรือระดับอัตราดอกเบี้ยที่ BOJ จะยุติวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะอยู่ที่ 1.75-2.00% ภายในช่วงกลางปี 2027
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาเงินเยนอ่อนค่าและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ถูกกดให้อยู่ในระดับ "ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น" เนื่องจากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ
ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนก.ย. พบว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี 2026 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน มีรายงานว่า ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้กล่าวต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วง "หัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากค่าจ้างที่สูงขึ้น”
ขณะเดียวกันข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ค่าจ้างที่แท้จริง หรือค่าจ้างหลังปรับผลกระทบจากเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 แล้วในเดือนส.ค. โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจเริ่มมีแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของค่าจ้างด้วยเช่นกัน
ที่มา: CNBC




