วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดเส้นทางลับชิป AI ต้องห้าม ‘ไทย’ ถูกพาดพิงในคดีส่งชิปสู่จีน

‘ไทย’ ถูกกล่าวถึงในคดีสอบสวนเส้นทางจัดจำหน่ายชิป Nvidia ที่สหรัฐสงสัยว่า อาจถูกส่งต่อไปยังจีน ท่ามกลางความกังวลต่อตลาดมืดชิป AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีเครือข่ายเกี่ยวข้องกับหลายประเทศในอาเซียน สะท้อนความท้าทายของมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐ

“ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกกล่าวถึงในการสอบสวนของทางการสหรัฐ เกี่ยวกับเส้นทางจัดจำหน่ายชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ซึ่งเจ้าหน้าที่สงสัยว่า อาจมีการส่งต่อสินค้าไปยังจีน โดยหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออก โดยคดีที่เปิดเผยในช่วงที่ผ่านมาเชื่อมโยงกับบริษัทและเครือข่ายธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจเกี่ยวข้องกับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งมีชื่อปรากฏในรายงานข่าวที่อ้างอิงข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน โดยอัยการสหรัฐตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับปริมาณเซิร์ฟเวอร์ที่สั่งซื้อ ซึ่งอาจสูงกว่าขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ในการรองรับอุปกรณ์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหา และข้อมูลที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ มิใช่ข้อยุติว่าบริษัทกระทำความผิด

คดีเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค เนื่องจากไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ต่างเป็นฐานลงทุนสำคัญของเศรษฐกิจ AI

ขณะเดียวกัน หน่วยงานสหรัฐกำลังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่เครือข่ายบางกลุ่มอาจใช้ “ประเทศที่สาม” เป็นจุดรับหรือส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกไปจีน

ยิ่งสหรัฐพยายามปิดประตูไม่ให้จีนเข้าถึงชิป AI ขั้นสูง เจ้าหน้าที่สหรัฐกลับพบรูปแบบการหลีกเลี่ยงมาตรการที่ถูกกล่าวหาในหลายคดี ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การระบุปลายทางสินค้าเป็นประเทศที่สาม การส่งเซิร์ฟเวอร์อ้อมหลายประเทศ ไปจนถึงการลอกหมายเลขซีเรียลออกจากกล่องสินค้าด้วยการใช้ลมร้อนไดร์เป่าผม เพื่อปกปิดเส้นทางจริง

แม้มีมาตรการควบคุมการส่งออก แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐและบริษัทวิจัยบางแห่งประเมินว่า ชิป Nvidia ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอาจยังถูกส่งเข้าสู่จีนเป็นจำนวนมาก โดยบางการประเมินระบุว่าอาจสูงถึง “หลายแสนตัว” คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมิน ไม่ใช่จำนวนที่ได้รับการยืนยันจากการตรวจยึดทั้งหมด

จากภูมิภาคที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ไทย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จึงเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการบางรายใช้ช่องว่างของระบบการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมเทคโนโลยี

ชิป AI ต้องห้าม ‘ยังคงไหลเข้าจีน’

ต้นตอของปัญหาย้อนกลับไปในปี 2565 เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน เริ่มจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปจีน โดยให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัทสหรัฐ เช่น Nvidia และ AMD อาจถูกนำไปเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของปักกิ่ง

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อน OpenAI เปิดตัว ChatGPT และโลกเข้าสู่ยุคที่ความต้องการพลังประมวลผล AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ขณะเดียวกัน จีนยังไม่สามารถผลิตชิปที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Nvidia ได้ในปริมาณเพียงพอ “ชิป AI ระดับสูงของสหรัฐ” จึงกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูงที่สุดในตลาดมืดด้านเทคโนโลยี

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเคยรายงานว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกของจีนกำลังก่อสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์หลายสิบแห่ง” ซึ่งวางแผนรองรับชิป Nvidia ที่ถูกสหรัฐจำกัดการส่งออกประมาณ 115,000 ตัว

เวลานั้น Nvidia และหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งตั้งข้อสงสัยว่า แผนดังกล่าวอาจเป็นไปไม่ได้ภายใต้มาตรการควบคุมของสหรัฐ

แต่ปัจจุบัน ตามรายงานของบลูมเบิร์ก เจ้าหน้าที่สหรัฐบางส่วนประเมินว่า จีนอาจเข้าถึงชิปที่ถูกควบคุมในระดับดังกล่าว หรืออาจมากกว่านั้นแล้ว ขณะที่คดีล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อต้นเดือนต.ค. เกี่ยวข้องกับชิป Nvidia มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ และยังมีการสอบสวนอีกหลายคดีที่ดำเนินอยู่

SemiAnalysis บริษัทวิจัยด้าน AI ประเมินจากการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเปรียบเทียบข้อมูลการผลิตและการติดตั้งว่า อาจมีชิป AI “หลายแสนตัว” หลุดผ่านมาตรการควบคุมเข้าไปแล้ว คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และมากพอที่จะรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก หรือดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ได้หลายแห่ง

ช่องโหว่ใหญ่ซ่อนอยู่ในห่วงโซ่ Nvidia

หนึ่งในเหตุผลที่การลักลอบถูกตรวจจับได้ยากคือ โครงสร้างการจัดจำหน่ายของ Nvidia ที่มีหลายชั้น

โดยทั่วไป Nvidia ไม่ได้ขายชิปให้ผู้ใช้งานปลายทางโดยตรง แต่จำหน่ายให้พันธมิตรผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น Dell Technologies และ Super Micro Computer ซึ่งนำชิปไปประกอบเป็นเซิร์ฟเวอร์ ก่อนส่งผ่านผู้จัดจำหน่ายบุคคลที่สามไปยังสถานที่ที่ได้รับอนุมัติ

โครงสร้างการจัดจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายอาจเปิดช่องให้ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมใช้ประเทศที่สามเป็นปลายทางตามเอกสาร ก่อนเปลี่ยนเส้นทางสินค้าไปยังประเทศที่ถูกจำกัดการส่งออกในภายหลัง

Nvidia ยืนยันว่า บริษัทมีระบบตรวจสอบผู้ซื้อ และเคยระงับการขายให้ลูกค้าในไทยเมื่อปี 2567 หลังไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทางได้ ขณะที่คดีซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนสะท้อนถึงความท้าทายในการติดตามสินค้าตลอดห่วงโซ่การจัดจำหน่าย แม้ผู้ผลิตจะมีมาตรการตรวจสอบแล้วก็ตาม

แดเนียล เรมเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลนโยบาย AI ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ตั้งคำถามว่า เหตุใดชิปจำนวนมหาศาลจึงสามารถไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ หากไม่ได้มีลูกค้าในจีนเป็นปลายทาง

ข้อสังเกตดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทางในอุตสาหกรรม แม้ขณะนี้ Nvidia ยังไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออก หรือจงใจให้ความช่วยเหลือแก่เครือข่ายลักลอบ

‘ไทย’ ถูกกล่าวถึงในคดีสอบสวนชิป AI

หนึ่งในคดีที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทในไทยตามรายงานข่าว เกี่ยวข้องกับอี้-ชาน “วอลลี” เหลียว ผู้ร่วมก่อตั้ง Super Micro Computer ซึ่งถูกอัยการสหรัฐตั้งข้อหาเมื่อเดือนมี.ค. ในคดีที่มีหลักฐานประกอบการสอบสวน รวมถึงภาพหญิงใช้ไดร์เป่าผมลอกสติกเกอร์บนกล่องเซิร์ฟเวอร์ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย

ล่าสุด สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทิง-เว่ย “วิลลี” ซุน ผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับ Super Micro Computer รับสารภาพผิดในศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตัน จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเทคโนโลยี AI ของสหรัฐไปยังจีนโดยผิดกฎหมาย อัยการกล่าวหาว่า โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเบี่ยงเบนสินค้าเทคโนโลยี AI มูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิป AI ขั้นสูงของ NVIDIA รวมอยู่ด้วย

ตามเอกสารที่อ้างถึงในรายงานข่าว อัยการสหรัฐกล่าวหาว่า เหลียวและผู้ร่วมขบวนการ ขายฮาร์ดแวร์มูลค่ารวมประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ให้บริษัทแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกระบุในข้อกล่าวหาว่ามีบทบาทประสานการส่งสินค้าไปยังลูกค้าในจีน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า บริษัทตัวกลางดังกล่าวคือ “OBON Corp.” ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในกรุงเทพฯ โดยชื่อ OBON ย่อมาจาก “One Belt One Network” อย่างไรก็ตาม การระบุชื่อบริษัทในรายงานข่าวดังกล่าว “ไม่ถือเป็นข้อยุติว่าบริษัทมีส่วนร่วมในการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา”

OBON เคยตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กในช่วงต้นปี 2567 เพื่อสนับสนุนการเปิดตัว “Siam AI” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นด้าน Sovereign AI ของไทย และเป็น Nvidia Cloud Partner อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศ

ในส่วนของข้อกล่าวหา อัยการสหรัฐตั้งข้อสงสัยว่า ปริมาณเซิร์ฟเวอร์ที่มีการสั่งซื้ออาจเกินกว่าศักยภาพทางกายภาพของสถานที่ที่ระบุไว้สำหรับติดตั้ง โดยประเมินว่าหากต้องรองรับอุปกรณ์ทั้งหมด อาจจำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีกำลังไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหาในคดี ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว

เอกสารคดียังมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความถูกต้องของสัญญาเช่าอาคารบางส่วน และการส่งต่อฮาร์ดแวร์ไปยังจีน ซึ่งยังต้องได้รับการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

ตามรายงานของบลูมเบิร์ก OBON ไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ขณะที่ Nvidia ปฏิเสธให้ความเห็นว่าเคยตรวจสอบสถานที่ของ OBON หรือไม่ ส่วน Super Micro ระบุว่า ผู้บริหารระดับสูงไม่ทราบถึงขบวนการที่ถูกกล่าวหา

Siam AI ออกแถลงการณ์ชี้แจง

บริษัทสยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ( Siam AI ) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงรายงานข่าวของบลูมเบิร์ก โดยมีรายละเอียดดังนี้

“บริษัทรับทราบถึงรายงานข่าวที่มีการเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีความพยายามเชื่อมโยงบริษัทฯ เข้ากับพฤติกรรมการขนส่งสินค้าบางประการอันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องในคดีอาญาของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงตอนใต้ของนครนิวยอร์ก โดยมีบุคคลหลายรายที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท Super Micro Computer Inc. (SMCI) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว

ทางบริษัทฯ ขอชี้แจงว่า Siam AI ไม่เคยดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก AI Server ไปยังประเทศจีนแต่อย่างใด และมิได้ถูกระบุชื่อเป็นจำเลยในคำฟ้องทางอาญาของทางการสหรัฐอเมริกา โดยทาง Siam AI ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการส่งออกและการส่งออกต่อ (Re-export) ทุกประการอย่างเคร่งครัด

Siam AI มิได้แถลงการณ์ใดๆ ในนามของ OBON แต่ขอแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในรายงานข่าวที่ผ่านมาว่า Siam AI มีสำนักงานใหญ่เป็นของตนเองโดยอิสระและมิได้มีการใช้สำนักงานร่วมกันกับ OBON แต่อย่างใด”

ไต้หวันจับเซิร์ฟเวอร์ Blackwell

นอกเหนือจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไทยแล้ว ยังมีคดีสอบสวนในไต้หวันที่สะท้อนความเสี่ยงของการเปลี่ยนเส้นทางส่งออกชิป AI ขั้นสูง โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมา Flying Tiger ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของไต้หวัน สั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ Super Micro จำนวน 130 เครื่อง ซึ่งติดตั้งชิป Blackwell ของ Nvidia โดยระบุว่าจะนำไปใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ AI ของ Chief Telecom ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอ็กซ์เชนจ์รายใหญ่ของไต้หวัน

แต่อัยการไต้หวันกล่าวหาว่า ผู้บริหาร Flying Tiger สมคบกับพนักงานของ Nvidia, Super Micro และ Chief Telecom เพื่อลักลอบส่งเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นเข้าสู่จีน โดยส่วนใหญ่ผ่านญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย

ตามข้อกล่าวหาของอัยการ เครือข่ายดังกล่าวส่งออกเซิร์ฟเวอร์ไปแล้ว 74 เครื่อง ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติในเอกสารการขนส่ง และหน่วยยามฝั่งไต้หวันเข้ายึดเซิร์ฟเวอร์ที่เหลืออีก 56 เครื่องในเดือนพ.ค.

คดีดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับผู้จัดการของ Nvidia รายหนึ่ง ซึ่งถูกจับกุมในข้อสงสัยว่ามีบทบาทสำคัญในเครือข่าย ขณะที่ Nvidia ระบุว่ากำลังดำเนินการเพื่อคลี่คลายข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของบริษัท โดยคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

สิงคโปร์สอบคดีชิป AI ยึดทรัพย์สิน 40 ล้านดอลลาร์

“สิงคโปร์” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย ก็ปรากฏอยู่ในเครือข่ายการสอบสวนเช่นกัน

เดือนก.ค. ทางการสิงคโปร์ยึดคฤหาสน์มูลค่า 40 ล้านดอลลาร์ในย่าน Botanic Gardens ซึ่งเจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีลักลอบค้าชิป โดยการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกับซีอีโอของ Aperia Group หนึ่งในบริษัทกลุ่มแรกที่ได้รับสถานะ Nvidia Cloud Partner ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Aperia ปฏิเสธการกระทำผิดและระบุว่ากำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ส่วนซีอีโอให้การปฏิเสธ ขณะที่ Nvidia ระบุว่า Aperia ไม่ได้เป็นลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจกับบริษัทแล้วในช่วงที่ซีอีโอถูกจับ

การสอบสวนหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งเคยได้รับสถานะ Nvidia Cloud Partner ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการตรวจสอบและติดตามการใช้งานชิปขั้นสูง อย่างไรก็ตาม การได้รับสถานะดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานว่าบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 

จีนยังต้องการ Nvidia แม้ Huawei เร่งไล่ตาม

แม้จีนกำลังเร่งพัฒนาชิป AI ของตัวเอง โดยเฉพาะชิป Ascend จาก Huawei แต่ข้อมูลจากนักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐสะท้อนว่า ระบบนิเวศ AI ของจีนยังคงพึ่งพาฮาร์ดแวร์จากสหรัฐมากกว่าที่ภาพจากภายนอกอาจบ่งชี้

ผู้บริหารระดับสูงของ Huawei ยอมรับว่า บริษัทยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการชิปภายในประเทศได้ทั้งหมด และคาดว่าจีนอาจยังไม่สามารถพึ่งพาฮาร์ดแวร์ภายในประเทศได้อย่างเต็มที่จนถึงปี 2573

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน รวมถึงมหาวิทยาลัยจีนบางแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ พยายามจัดซื้อชิปที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมของสหรัฐ แม้รัฐบาลปักกิ่งจะผลักดันให้ใช้ชิปภายในประเทศก็ตาม

ตามรายงานข่าว เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์บางส่วนสงสัยว่า DeepSeek อาจติดตั้งชิป Blackwell ในศูนย์ประมวลผลแห่งใหม่ในมองโกเลียใน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเคยตั้งข้อสงสัยในลักษณะคล้ายกันเกี่ยวกับ Moonshot AI หลังโมเดล Kimi K3 สามารถทำคะแนนทดสอบบางด้านใกล้เคียงกับโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐ

นอกจากนี้ วอชิงตันยังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ Alibaba อาจเป็นหนึ่งในผู้รับสินค้าปลายทางในคดี Super Micro ซึ่งมีการกล่าวถึงบริษัทในไทย อย่างไรก็ตาม Alibaba ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยังไม่มีข้อยุติที่ยืนยันว่าบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกชิป

หากข้อสงสัยบางส่วนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง อาจทำให้นักวิเคราะห์ต้องประเมินใหม่ถึงระดับการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ AI ขั้นสูงของบริษัทเทคโนโลยีจีน

‘เกมตีตัวตุ่น’ ที่สหรัฐยังหยุดไม่ได้

ความพยายามสกัดชิป AI ไม่ให้ถึงมือจีนยิ่งซับซ้อน เมื่อรัฐบาลทรัมป์เองส่งสัญญาณ “สวนทางกัน” ด้านหนึ่งประกาศว่า “ใครชนะ AI คนนั้นชนะ” แต่อีกด้านกลับ “ผ่อนคลายข้อจำกัด” เปิดทางให้ Nvidia ขายชิปรุ่นก่อนหน้าแก่จีนได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดระหว่างเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia กับทรัมป์ จุดคำถามว่า ยักษ์เทคฯ มีอิทธิพลต่อนโยบายคุมส่งออกชิปของสหรัฐมากเพียงใด

ลิซา โทบิน อดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า อิทธิพลของหวงต่อนโยบายดังกล่าวเห็นได้ชัด และแตกต่างอย่างมากจากรัฐบาลชุดก่อน

ความไม่แน่นอนของนโยบายวอชิงตันยังสร้างความท้าทายทางการทูต เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน สหรัฐเคยพิจารณาเพิ่มข้อจำกัดการส่งชิป AI ไปไทยและมาเลเซีย แต่แผนดังกล่าวถูกชะลอหลังมีข้อกังวลด้านการทูต ขณะที่ข้อเสนอควบคุมการส่งออกชิป AI ทั่วโลกก็ถูกถอนออก และกรอบควบคุมใหม่ที่รัฐบาลทรัมป์เคยให้คำมั่นยังไม่เกิดขึ้น

ช่องโหว่ยิ่งกว้างขึ้นเมื่อสำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคงสหรัฐ (BIS) มีทรัพยากรจำกัด เจฟฟรีย์ เคสส์เลอร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ BIS ยอมรับต่อสภาคองเกรสว่า ยังมีการลักลอบอีกมากที่อาจตรวจไม่พบ หรือหน่วยงานไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะไล่ตามทุกคดี

ขณะที่ฝ่ายรัฐยังอุดช่องโหว่ไม่ทัน ตลาดมืดก็เดินหน้าปรับตัว นายหน้าหลายรายระบุว่า การปราบปรามเพียงทำให้เส้นทางยากขึ้น แต่ไม่ได้หยุดการค้า เมื่อเอเชียถูกจับตาหนักขึ้น เครือข่ายก็หันไปหาเส้นทางใหม่ผ่านยุโรปและตะวันออกกลาง

เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเปรียบการไล่ล่านี้ว่าเป็น “เกมตีตัวตุ่นที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เราเคยเล่นมา” เพราะปิดเส้นทางหนึ่ง อีกเส้นทางก็ผุดขึ้นแทน

การสอบสวนเส้นทางจัดจำหน่ายชิป Nvidia จึงสะท้อนความท้าทายของสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีน โดยเฉพาะการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน กรณีที่มีการกล่าวถึงบริษัทในไทย ยังตอกย้ำความสำคัญของการแยกข้อกล่าวหาออกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อไม่ให้ข้อสงสัยต่อผู้ประกอบการบางรายถูกตีความเหมารวมไปถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือประเทศไทยโดยรวม
 

อ้างอิง: bloomberg, กรุงเทพธุรกิจ, bbc, engad, reuters, reuters(2) justice