วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอเชียรับความเสี่ยงด่านหน้า หากยุค 'AI รุ่งเรือง' กลายเป็น 'ฟองสบู่แตก'

AMRO เตือนภูมิภาคอาเซียน+3 เสี่ยงรับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักสุด หากความต้องการ AI ชะลอตัว ชี้อาจฉุดการเติบโตปี 2570 ร่วง 1.5% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเตรียมรับแรงกระแทกหากตลาดสหรัฐเกิดการปรับฐานรุนแรง

เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกำลังมีความเสี่ยงมากกว่าภูมิภาคอื่น หากอุตสาหกรรม AI เกิดภาวะ “ฟองสบู่แตก” ซึ่งอาจฉุดรั้งตัวเลขการส่งออกที่กำลังพุ่งสูง และส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการลงทุน

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) เปิดเผยรายงานประเมินทิศทางเศรษฐกิจฉบับล่าสุดวันนี้ (5 ต.ค.) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ว่า ภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงอย่างมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก

รวมทั้งตลาดการเงินที่ความเชื่อมโยงกับ AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปรับฐานที่รุนแรงจึงสามารถส่งผลกระทบวงกว้างผ่านหลายช่องทาง ตั้งแต่ภาคการค้าไปจนถึงกระแสเงินทุนและต้นทุนทางการเงิน

กระแสการแข่งขันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้การส่งออกของหลายประเทศในเอเชียทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิปและสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของยุคทอง AI โดยนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีที่สูงเกินจริง รวมถึงข้อตกลงทางธุรกิจที่มีลักษณะหมุนเวียน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ดูเหมือนจะให้เงินทุนสนับสนุนกันเอง

AMRO ประเมินว่าภูมิภาคอาเซียน+3 มีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของการเติบโตด้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก ซึ่งความเชื่อมโยงดังกล่าวกลายเป็นดาบสองคม หากความต้องการในอุตสาหกรรม AI ชะลอตัวลง จะกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ซึ่งอาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2570 ลงถึง 1.5% จากปัจจุบันที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 4.1%

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยรายงานระบุว่า ความยืดเยื้อของการปิดล้อมเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซคาดว่าจะกระทบการเติบโตเพียง 0.6% รวมถึงความปั่นป่วนจากสภาพอากาศเอลนีโญ

นอกจากภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว "ตลาดทุน" ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปราะบาง ตลาดหุ้นบางแห่งในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ มีสัดส่วนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่ม AI ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากเกิดการเทขายหรือปรับฐานราคารุนแรง 

ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็มีความเคลื่อนไหวของราคาผูกติดกับสินทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ตลาดเหล่านี้อาจรับแรงกระแทกได้ทันที แม้จะไม่มีปัจจัยลบก่อตัวขึ้นจากภายในประเทศก็ตาม

"หากราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ AI ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ผลกระทบอาจลุกลามไปสู่ระบบการเงินในวงกว้าง ผ่านกลไกการบังคับขายเพื่อลดหนี้สิน ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องหดหายและเกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวตามมา" รายงานของ AMRO ระบุ

ขณะนี้ AMRO กำลังติดตามดัชนีชี้วัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของวิกฤติฟองสบู่ AI ครอบคลุมทั้งเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นที่อาจสูงเกินจริง ระดับการก่อหนี้ แหล่งเงินทุน และความต้องการที่แท้จริงในตลาด

รัญชนา พงศาปาน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า “ขณะนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณเตือนบางอย่างในตลาดแล้ว แต่ประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่เข้าขั้นวิกฤติรุนแรง”