เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันแล้ว เช่น ระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI มีความพร้อมใช้งานและมีศักยภาพสูง
KEY POINTS
- เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันแล้ว เช่น ระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI มีความพร้อมใช้งานและมีศักยภาพสูง
- แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "ช่องว่างด้านศักยภาพ" (Capability Gap) โดยขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ความท้าทายหลักจึงไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่เป็นการพัฒนา "ทุนมนุษย์" ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรับโลกยุคใหม่
สวัสดีครับ ไม่กี่วันที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ รวมถึงประชาชนในจังหวัดต่างๆ ได้เผชิญกับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งนับว่ารุนแรงไม่น้อย โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ย. 2569 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอาจต้องเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดประมาณ 8-16 พันล้านบาท ทั้งจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางธุรกิจ การเดินทางที่ล่าช้า ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และต้นทุนที่เกิดขึ้นกับประชาชนในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นมูลค่าความเสียหายที่ไม่น้อยเลยครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบครับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าปัญหาหลายอย่างในโลกปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสภาพอากาศหรือภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสามารถในการรับรู้ เตรียมพร้อม และตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงทีด้วย หากเรามีข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว เราอาจช่วยลดความรุนแรงของปัญหาจาก “วิกฤติ” ให้กลายเป็น “ความท้าทายที่บริหารจัดการได้”
ปัจจุบัน หลายหน่วยงานได้นำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาวิเคราะห์โดยใช้ AI เป็นผู้ช่วย อาทิ กรุงเทพมหานครที่ได้พัฒนาเว็บรายงานน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ด้วยการใช้ AI เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังบนผิวจราจร จุดเสี่ยง เส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง และพื้นที่ที่ต้องชะลอความเร็วแบบเรียลไทม์ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการเดินทาง รวมถึงวางแผนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นเครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยประชาชน ซึ่งสามารถแจ้งเตือนน้ำท่วมขังตามจุดต่าง ๆ หรือแนะนำเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางเช่นกัน แม้อาจดูเป็นเพียงนวัตกรรมเล็ก ๆ แต่ได้สะท้อนให้เห็นศักยภาพของการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะ AI มาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยสร้างคุณค่าให้กับสังคมในวงกว้าง
ดังนั้น AI จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระแสเทคโนโลยีที่มาแล้วก็ไป หรือเป็นเรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรถูกมองว่าเป็น “ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” เพราะในอนาคต โลกจะเผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ซึ่งล้วนต้องการเครื่องมือใหม่ ๆ ในการรับมือ
อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีศักยภาพสูงเพียงใด แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ หากมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “ทุนมนุษย์” ของประเทศไทยมีความพร้อมต่อโลกยุค AI มากน้อยเพียงใด
หนึ่งในเรื่องที่ได้รับความสนใจในขณะนี้คือเรื่อง Capability Gap หรือ “ช่องว่างด้านศักยภาพ” ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีอยู่ในปัจจุบันกับทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ก่อนหน้านี้มีข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ UNESCO ซึ่งได้เคยประเมินไว้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับช่องว่างด้านทักษะ AI อย่างมีนัยสำคัญ โดยยังขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ราว 80,000 คน ขณะที่ผลสำรวจของ Access Partnership พบว่า 94 % ของนายจ้างต้องการจ้างบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI แต่มีนายจ้างถึง 64 % ไม่สามารถหาคนที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการได้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถของแรงงานในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง หากประเทศไทยไม่สามารถเร่งพัฒนาทักษะของกำลังคนได้อย่างเพียงพอ ช่องว่างดังกล่าวอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านทุนมนุษย์จึงไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนเอง ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) สร้างโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้จึงอาจไม่ได้มีเพียงเรื่องการบริหารจัดการภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพของมนุษย์ในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ หากคนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม เราจะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและวิกฤติในรูปแบบต่างๆ หรือที่อาจเรียกรวม ๆ ได้ว่าเป็น “Climate and Digital Resilience” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากบททดสอบของธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Disruption)
เทคโนโลยีอาจเป็นเพียงเครื่องมือ แต่คนคือปัจจัยสำคัญในการนำเครื่องมือนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการก้าวผ่านทุก ๆ วิกฤติครับ





