จากผู้ลงทุนใน OpenAI รายใหญ่ สู่คำเตือนเรื่องความปลอดภัย มาซาโยชิ ซัน มองว่าเอไอระดับเหนือมนุษย์อาจสร้างความเสี่ยงร้ายแรง หากขาดความร่วมมือในการควบคุม พร้อมคาดว่าเอไอจะเริ่มเข้าสู่หุ่นยนต์ตั้งแต่ปีหน้า
KEY POINTS
- มาซาโยชิ ซัน ซีอีโอ SoftBank เตือนว่า Superintelligence อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งหากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
- เขามองว่า ความสามารถของเอไอกำลังเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เรียกร้องให้ชาติต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจคุมไม่ได้
- เอไอจะเข้าสู่ระยะที่สาม ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และเครื่องจักรเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับโลกทางกายภาพได้ตั้งแต่ปี 2570
มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi Son) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SoftBank Group ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนและลงทุนในเทคโนโลยีเอไอรายใหญ่ ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากเอไอที่กำลังพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า หากเอไอระดับ Superintelligence หรือเอไอที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ตกอยู่ในมือของผู้ที่นำไปใช้ในทางที่ผิด อาจกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
ซันกล่าวระหว่างงานที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุม Science and Technology in Society Forum หรือ STS Forum ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค. 69) โดยขึ้นเวทีร่วมกับ ไมเคิล แครตซิออส (Michael Kratsios) ที่ปรึกษาด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว
“โลกไม่ควรเสียเวลาไปกับความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไป” ซันกล่าว พร้อมระบุว่า ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อรับมือกับภัยที่อาจรุนแรงกว่านั้นจากโมเดลเอไอที่มีศักยภาพสูง
ซันมองว่า ความสามารถของเอไอกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราแบบทวีคูณ หมายถึงยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาต่อไป ความสามารถก็ยิ่งเพิ่มเร็วขึ้น ไม่ได้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนเทคโนโลยีทั่วไปในอดีต สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและร่วมมือกัน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเอไอได้โดยไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นคำเตือนที่พบไม่บ่อยจากซัน เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่แสดงความเชื่อมั่นต่อเอไอมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และศักยภาพของเทคโนโลยีในการช่วยมนุษย์
อย่างไรก็ตาม คำเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเอไอกำลังเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับโมเดลเอไอหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ซัน ซึ่งมีอายุ 69 ปี ได้นำเงินลงทุนของ SoftBank รวมเกือบ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าไปลงทุนใน OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT และตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขามักพูดถึงศักยภาพของเอไอ ทั้งในฐานะโอกาสด้านการลงทุนและเทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์
ในงานเดียวกัน แครตซิออสเดินทางมาเกียวโตเพื่อประกาศความร่วมมือที่นำโดยสหรัฐร่วมกับอีก 16 ประเทศ เพื่อผลักดันการใช้เอไอในการเร่งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ตัวแทนจากประเทศต่างๆ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขึ้นเวทีร่วมกันเพื่อเปิดตัวความร่วมมือดังกล่าว ขณะที่รายชื่อประเทศที่ให้การรับรองแถลงการณ์ของทำเนียบขาวในช่วงแรกไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย
แครตซิออสอธิบายว่า ในอนาคต ห้องปฏิบัติการอัตโนมัติที่ทำงานผ่านระบบคลาวด์และสามารถดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม อาจใช้หุ่นยนต์ทำการทดลองหลายร้อยชุดพร้อมกัน ก่อนส่งข้อมูลกลับมาให้ระบบวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และใช้ผลลัพธ์ดังกล่าวปรับปรุงสมมติฐานสำหรับการทดลองรอบถัดไป
เขายังระบุว่า เอไอสามารถสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยหลายพันฉบับ และย่นกระบวนการที่เดิมอาจต้องใช้เวลาหลายปี ให้เหลือเพียง “การทำงานหลายสิบชั่วโมงของกองทัพตัวแทนดิจิทัลที่ช่วยเหลือนักวิจัยมนุษย์”
ตัวแทนดิจิทัล หรือ Digital Agents คือระบบเอไอที่สามารถทำงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่ค้นข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อช่วยมนุษย์ทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย
ซันคาดว่า ความสามารถของบริการเอไอจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อไป โดยเทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากแชตบอตกำลังขยายความสามารถไปสู่การค้นเว็บไซต์และเขียนโค้ด พร้อมกับใช้ชิปประมวลผลอเนกประสงค์ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น
ขั้นต่อไปของเอไอจะเข้าสู่ “ระยะที่สาม” ซึ่งเอไอจะไม่ได้ทำงานอยู่เพียงในโลกของข้อมูลหรือซอฟต์แวร์ แต่จะเริ่มเข้าไปทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และเครื่องจักร เพื่อให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับโลกทางกายภาพได้
ซันคาดว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีหน้า ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึงเอไอที่ปัจจุบันสามารถอ่านข้อความ ค้นข้อมูล หรือเขียนโปรแกรมได้ จะถูกเชื่อมเข้ากับระบบที่สามารถมองเห็น เคลื่อนที่ หรือหยิบจับสิ่งของในโลกจริง ทำให้บทบาทของเอไอขยายจากการประมวลผลข้อมูลไปสู่การควบคุมเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น” ซันกล่าว พร้อมทั้งคาดการณ์ระยะยาวของว่า ภายในปี 2583 เอไอและเครื่องจักรที่มีความสามารถในการเรียนรู้จะมีส่วนสร้างมูลค่าไม่น้อยกว่า 20% ของจีดีพีโลก หรือคิดเป็นมูลค่าราว 46 ล้านล้านดอลลาร์
อ้างอิง: Bloomberg และ Japan Times





