วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิงคโปร์เดิมพัน ‘นิวเคลียร์ฟิวชัน’ ปั้นพลังงานแบบ ‘ดวงอาทิตย์’

สิงคโปร์ปักหมุด ‘นิวเคลียร์ฟิวชัน’ พลังงานแห่งอนาคตที่จำลองจากดวงอาทิตย์ หวังต่อยอดจุดแข็งด้านเทคโนโลยี-เงินทุน ชิงส่วนแบ่งอุตสาหกรรมมูลค่า 4.2 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดทางเลือกใหม่ด้านพลังงาน หลังไฟฟ้าถึง 95% ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้า

สิงคโปร์กำลังเดิมพันครั้งใหม่กับ “นิวเคลียร์ฟิวชัน” เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตที่จำลองการสร้างพลังงานของดวงอาทิตย์ แม้วันนี้ยังไม่มีเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลหวังใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยี งานวิจัย บุคลากร และเงินทุน ปักหมุดประเทศในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่คาดว่าจะมีมูลค่าทะยานแตะ 4.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้

ตัน ซี เล็ง รัฐมนตรีด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ ระบุในงานประชุม FusionX ว่า ความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้สิงคโปร์ต้อง “ไม่ปิดกั้นทางเลือกใด” ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และ “ฟิวชัน” คือหนึ่งในเส้นทางที่รัฐบาลกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

“นิวเคลียร์ฟิวชัน” แตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบันที่ใช้ “ฟิชชัน” หรือการแยกนิวเคลียสของอะตอม โดย “ฟิวชัน” เป็นการหลอมนิวเคลียสของไฮโดรเจนเข้าด้วยกันภายใต้อุณหภูมิสูงมาก เพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมาในลักษณะเดียวกับกระบวนการที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์

เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังถูกจับตามอง เพราะไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หรือมลพิษสู่อากาศระหว่างการผลิตไฟฟ้า สร้างกากกัมมันตรังสีในระดับ “ต่ำกว่า” นิวเคลียร์แบบดั้งเดิม อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมไม่ได้ต่ำกว่า จึงทำให้นิวเคลียร์ฟิวชัน ไม่มีเกิดเหตุการณ์ระเบิดรุนแรงหรือเตาปฏิกรณ์ละลายแบบฟิชชัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์ และการนำเทคโนโลยีมาใช้งานจริงในวงกว้างอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

แม้ยังไม่มีเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน แต่สิงคโปร์มองเห็นโอกาสในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “ห่วงโซ่อุปทานฟิวชัน” ตั้งแต่วัสดุและสารเคลือบ ชิ้นส่วนที่สัมผัสกับพลาสมา ซอฟต์แวร์ วิศวกรรมความแม่นยำ ไปจนถึงการผลิตขั้นสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และหุ่นยนต์

A*STAR หน่วยงานวิจัยของสิงคโปร์ได้ร่วมมือกับบริษัทฟิวชันระดับโลกหลายแห่ง รวมถึง Realta Fusion และ Commonwealth Fusion Systems ตลอดจนจับมือกับ ST Engineering เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับเตาปฏิกรณ์ฟิวชันทดลอง สะท้อนความพยายามของสิงคโปร์ในการวางตัวเป็นฐานเทคโนโลยีและการผลิตให้กับอุตสาหกรรมนี้

การเร่งศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ “ความมั่นคงทางพลังงาน” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสิงคโปร์ เนื่องจากปัจจุบัน “ไฟฟ้าราว 95% ของประเทศ” ยังผลิตจากก๊าซธรรมชาตินำเข้า ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนหลักภายในประเทศ อาจรองรับความต้องการไฟฟ้าได้เพียงประมาณ 10% ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้รัฐบาลต้องมองหาแหล่งพลังงานใหม่ที่ทั้งสะอาดและช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า ท่ามกลางบทเรียนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ตอกย้ำความเปราะบางของประเทศซึ่งแทบไม่มีทรัพยากรพลังงานเป็นของตัวเอง

นอกจาก “ฟิวชัน” สิงคโปร์ยังศึกษานิวเคลียร์แบบ “ฟิชชัน” ควบคู่กัน และเตรียมเข้ารับการประเมินจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2027 เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงในอนาคต

สำหรับสิงคโปร์ เดิมพันครั้งนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “โรงไฟฟ้าฟิวชันแห่งแรกจะตั้งอยู่ในประเทศหรือไม่” เท่านั้น แต่อยู่ที่การวางตำแหน่งตัวเองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้าไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางบุคลากร เทคโนโลยี การผลิต และเงินทุนของอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ก่อนที่ฟิวชันจะก้าวจากห้องทดลองสู่ “ตลาดเชิงพาณิชย์” อย่างเต็มตัว

อ้างอิง: straitstimes, nikkei