วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ AI โต จีนเร่ง Data Center แล้วไทยจะได้อะไรจากคลื่นลงทุนรอบนี้

เมื่อ AI โต จีนเร่ง Data Center แล้วไทยจะได้อะไรจากคลื่นลงทุนรอบนี้ เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์การตลาด และหัวหน้ากลุ่มวิจัยธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน ศูนย์ MIC คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การเติบโตของ AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแค่ตลาดซอฟต์แวร์ หรือทำให้บริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกันว่าใครจะมีโมเดล AI ที่เก่งกว่าเท่านั้น แต่กำลังทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง AI กลายเป็นอีกสนามแข่งขันสำคัญ โดยเฉพาะ Data Center

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา ยิ่ง AI ถูกนำมาใช้มากขึ้น ความต้องการกำลังประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่เราเรียกใช้ AI ไม่ว่าจะให้ช่วยเขียนข้อความ สร้างภาพ วิเคราะห์ข้อมูล หรือให้บริการลูกค้า เบื้องหลังต้องมีเครื่องประมวลผลจำนวนมากทำงานอยู่ เครื่องเหล่านี้ต้องตั้งอยู่ใน Data Center ต้องใช้ไฟฟ้า ต้องมีระบบระบายความร้อน และต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่รองรับข้อมูลจำนวนมหาศาล

ดังนั้น หากเรามองการเติบโตของ AI เฉพาะการแข่งขันระหว่าง ChatGPT, Gemini, Claude, Qwen หรือโมเดลอื่นๆ เราอาจกำลังมองแค่สิ่งที่อยู่ด้านหน้า เพราะอีกการแข่งขันหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ ใครจะมี Compute หรือกำลังประมวลผลมากพอที่จะรองรับการใช้งาน AI ที่กำลังขยายตัว

ธุรกิจ Cloud ของ จีน เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพนี้ค่อนข้างชัด ช่วงแรกบริษัท Cloud จีนขยายไปต่างประเทศเพื่อรองรับบริษัทจีนที่ออกไปทำธุรกิจนอกประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้เล่นอย่าง Alibaba, Tencent และ Huawei เริ่มมองลูกค้าในแต่ละประเทศมากขึ้น และพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองให้ครอบคลุมตลาดสำคัญทั่วโลก

ล่าสุด Alibaba Cloud ประกาศว่า ภายใน 12 เดือนข้างหน้าจะเปิด Cloud Region แห่งแรกในตุรกี ฟินแลนด์ และเนเธอร์แลนด์ พร้อมขยาย Data Center เพิ่มในมาเลเซีย เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส และฮ่องกง ขณะเดียวกัน Alibaba ยังตั้งเป้าว่าภายในปี 2032 โครงสร้างพื้นฐาน Data Center ทั่วโลกของบริษัทฯ จะมีกำลังไฟรวมมากกว่า 20 กิกะวัตต์

ตัวเลข 20 กิกะวัตต์น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนว่า บริษัทเทคโนโลยีกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโลกที่ความต้องการ Compute จะมากกว่าปัจจุบันอย่างมาก และ Data Center จะไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บ Server สำหรับเว็บไซต์หรือระบบ Cloud แบบที่เราเคยเข้าใจกันอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโรงงานผลิตกำลังประมวลผลของเศรษฐกิจยุค AI

สำหรับอาเซียน การขยาย Data Center ของบริษัทจีนก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะมาเลเซียอย่างที่บางคนอาจเข้าใจเมื่อเห็นข่าวการลงทุนรอบล่าสุด

ในประเทศไทย Alibaba Cloud มี Data Center แล้วสองแห่ง โดยแห่งที่สองเปิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อเพิ่มกำลังรองรับความต้องการ Cloud ภายในประเทศ และ Alibaba ระบุโดยตรงว่าหนึ่งในเหตุผลของการขยายครั้งนั้นคือความต้องการใช้งาน Generative AI ที่เพิ่มขึ้น

การมี Data Center อยู่ในประเทศมีความหมายมากกว่าเรื่องความเร็ว เพราะองค์กรสามารถออกแบบระบบให้ข้อมูลบางประเภทถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศได้ ขณะเดียวกัน การมีโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งยังช่วยให้ออกแบบระบบสำรองและกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ดังนั้น การที่ Alibaba ประกาศขยาย Data Center ในมาเลเซียรอบนี้ จึงไม่ได้หมายความว่าบริษัทกำลังเลือกมาเลเซียเป็นฐานเดียวในอาเซียน แต่เป็นการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในเครือข่ายที่กระจายอยู่ในหลายประเทศอยู่แล้ว รวมถึงไทยด้วย

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ และทำให้เราต้องมอง Data Center กว้างกว่าเรื่องธุรกิจ Cloud หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นั่นคือ Data Center กำลังกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้นเรื่อยๆ

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Center for a New American Security หรือ CNAS ซึ่งเป็นคลังสมอง หรือThink Tank ด้านความมั่นคงในกรุงวอชิงตัน เผยแพร่รายงานชื่อ Superpowers and AGI วิเคราะห์ว่า หากวันหนึ่งสหรัฐหรือจีนเข้าใกล้การพัฒนา Artificial General Intelligence หรือ AGI (AI ที่สามารถเรียนรู้และทำงานทางปัญญาได้หลากหลายใกล้เคียงมนุษย์) ก่อนอีกฝ่าย การแข่งขันทางเทคโนโลยีอาจยกระดับไปสู่เรื่องความมั่นคงอย่างไร

รายงานไม่ได้ทำนายว่า AGI จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ตั้งสถานการณ์สมมติว่า AGI กำลังจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้ว ก่อนวิเคราะห์ผลกระทบต่อการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน และในข้อเสนอหนึ่ง รายงานระบุว่าสหรัฐควรทำ scenario exercise เพื่อทดสอบว่า ในสถานการณ์ใดและด้วยวิธีใดสหรัฐอาจเข้าแทรกแซงเพื่อหยุดไม่ให้จีนพัฒนา AGI ได้ก่อน

ต้องย้ำว่า นี่เป็นการเสนอให้ศึกษาสถานการณ์สมมติจากนักวิจัยของ Think Tank ไม่ใช่นโยบายที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะดำเนินการ และตัวรายงานเองก็ระบุชัดว่าการแข่งขันด้าน AGI อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางทหาร จึงเสนอให้มีช่องทางทางการทูตระหว่างสหรัฐจีน และพันธมิตรควบคู่กันไปด้วย

แต่สำหรับอ้ายจง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า สหรัฐจะโจมตี Data Center จีนจริงหรือไม่ เพราะเราไม่สามารถสรุปเช่นนั้นจากรายงานชิ้นเดียวได้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แค่ Data Center ถูกนำเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลองด้านความมั่นคงระดับมหาอำนาจ ก็สะท้อนว่าสถานะของมันกำลังเปลี่ยนไปแล้ว

ในอดีต เราอาจมอง Data Center เหมือนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT แต่เมื่อ AI ต้องใช้ Compute จำนวนมหาศาล Data Center เริ่มมีลักษณะคล้ายโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะผู้ที่มีกำลังประมวลผลมากกว่า ย่อมมีความสามารถในการฝึกโมเดลที่ใหญ่ขึ้น ให้บริการ AI ในวงกว้างขึ้น และนำ AI ไปใช้กับเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ หรือความมั่นคงได้มากขึ้น

พูดอีกแบบก็คือ การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะใน Model Layer แล้ว แต่กำลังลงลึกไปถึง Infrastructure Layer ตั้งแต่ชิป Server, Data Center, ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงสายสื่อสารและเครือข่าย และตรงนี้เองที่ควรหันกลับมามองประเทศไทย

การที่ Alibaba มี Data Center อยู่แล้วสองแห่ง อย่างน้อยก็สะท้อนว่าไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความต้องการ Cloud และบริการดิจิทัลมากพอให้บริษัทตัดสินใจเพิ่มกำลังรองรับ แต่การมี Data Center เข้ามามากขึ้นไม่ได้หมายความว่า ไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้นตามจำนวน Data Center โดยอัตโนมัติ

คำถามสำคัญกว่าคือ เงินลงทุนเหล่านี้จะเชื่อมกับเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน บริษัทไทยจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ได้มากน้อยเพียงใด ตั้งแต่งานวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบเครือข่าย ไปจนถึงบริการดิจิทัลที่ต่อยอดจาก Data Center คนไทยจะได้ทำงานที่ใช้ทักษะสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญ ธุรกิจไทยจะสามารถใช้ Cloud และ AI ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มผลิตภาพ หรือต่อยอดธุรกิจของตัวเองได้จริงแค่ไหน

เพราะถ้าสุดท้าย Data Center ตั้งอยู่ในไทย แต่เครื่องส่วนใหญ่นำเข้า เทคโนโลยีหลักมาจากต่างประเทศ บุคลากรระดับสูงมีส่วนร่วมไม่มาก และธุรกิจไทยไม่ได้สร้างบริการใหม่บนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ มูลค่าที่อยู่ในประเทศก็อาจไม่มากอย่างที่ตัวเลขเงินลงทุนทำให้เรารู้สึก

อีกโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือพลังงาน Data Center ใช้ไฟฟ้าสูงอยู่แล้ว และเมื่อเข้าสู่ยุค AI ความต้องการไฟฟ้าต่อ Data Center ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะระบบ AI ใช้ชิปประมวลผลที่กินไฟและสร้างความร้อนมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป จึงไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้า แต่ยังต้องการระบบส่งไฟที่มั่นคง ระบบระบายความร้อน และในบางเทคโนโลยีก็เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำด้วย

เมื่อผู้ให้บริการรายใหญ่เข้ามาลงทุนต่อเนื่อง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ไทยมีพื้นที่สำหรับสร้าง Data Center หรือไม่ แต่รวมถึงว่า ระบบไฟฟ้าของเราสามารถรองรับความต้องการใหม่ได้มากแค่ไหน ต้นทุนไฟฟ้าแข่งขันได้หรือไม่ และเรามี พลังงานสะอาด เพียงพอหรือเปล่า

เรื่องพลังงานสะอาดจะยิ่งสำคัญ เพราะบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมากมีเป้าหมาย ลดการปล่อยคาร์บอน ของตัวเอง ดังนั้น การเลือกสถานที่ตั้ง Data Center ในอนาคตจึงไม่ได้ดูเฉพาะราคาที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือความเร็วอินเทอร์เน็ต แต่ต้องดูด้วยว่าพื้นที่นั้นสามารถจัดหาไฟฟ้าปริมาณมากที่มีเสถียรภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดได้หรือไม่

ตรงนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดของไทย หาก Data Center เพิ่มขึ้นโดยยังพึ่งพาระบบพลังงานเดิมเป็นหลัก ไทยอาจได้เม็ดเงินลงทุนเพิ่ม แต่ในอีกด้านก็ต้องรองรับความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่หากการขยายตัวของ Data Center สามารถดึงให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในพลังงานสะอาด ระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับสร้าง Demand ใหม่ให้ธุรกิจไทยพัฒนา Cloud และ AI มากขึ้น ผลประโยชน์ก็อาจกระจายออกไปไกลกว่าอุตสาหกรรม Data Center เพียงอย่างเดียว

จีน เองมีตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ คือแนวคิด “East Data, West Computing” ซึ่งเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2022 โดยวางโหนด Computing ระดับชาติแปดแห่งและ Data Center Cluster สิบแห่ง เพื่อเชื่อมความต้องการประมวลผลในพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกเข้ากับพื้นที่ฝั่งตะวันตกที่มีข้อได้เปรียบด้านพลังงาน ที่ดิน สภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรบางประเภท

ในปี 2026 จีนยังเดินหน้าพัฒนาโครงข่าย Computing ระดับประเทศต่อ โดยข้อมูลจากหน่วยงานจีนระบุว่า Data Center ในฝั่งตะวันตกจำนวนหนึ่งกำลังถูกออกแบบโดยตรงสำหรับ AI Computing และพื้นที่เหล่านี้มีข้อได้เปรียบจากแหล่งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

ไทยอาจไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลแบบเดียวกับจีน เพราะขนาดประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจ และระบบพลังงานแตกต่างกันมาก แต่หลักคิดที่น่าสนใจคือ เราไม่ควรวางนโยบาย Data Center แยกออกจากนโยบายพลังงาน น้ำ ที่ดิน โครงข่ายโทรคมนาคม และการพัฒนาคน

หากอุตสาหกรรมนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไหนให้ BOI มากกว่ากัน แต่คือประเทศไหนสามารถจัด Compute, Energy, Connectivity และ Talent ให้ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด และเมื่อ Data Center เริ่มถูกมองตั้งแต่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ ไปจนถึงสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ คำถามสำหรับไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า “ปีนี้จะมีใครมาลงทุนเพิ่มอีกกี่พันล้านบาท”

แต่ควรถามต่อว่า Data Center เหล่านี้จะอยู่ตรงไหน ใช้ไฟจากไหน เชื่อมกับธุรกิจไทยอย่างไร เราจะสร้างคนของเราเข้าไปทำงานในส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้หรือไม่ และไทยจะใช้ Compute ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไปสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจของตัวเองได้มากแค่ไหน เพราะในยุค AI การมี Data Center มากอาจเป็นข้อได้เปรียบ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะเปลี่ยน Data Center เหล่านั้นจาก “สถานที่ตั้งเครื่องประมวลผล” ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

เขียนโดย ภากร กัทชลี ภากร กัทชลี อาจารย์การตลาด และหัวหน้ากลุ่มวิจัยธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน ศูนย์ MIC คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่