ยอดขาย ‘รถเครื่องยนต์เบนซิน’ ทั่วโลกหลุดต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรกมาอยู่ที่ 20.25 ล้านคัน สวนกระแส EV โตต่อ ยอดขายทั่วโลกเติบโตขึ้น 12% สู่ระดับ 6.87 ล้านคัน
KEY POINTS
- ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายรถยนต์สันดาป (ไม่รวมไฮบริด) ทั่วโลกมีสัดส่วนลดลงต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรก โดยตกลงมาอยู่ที่ 49% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด
- สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปสนใจรถยนต์ EV มากขึ้น
- สวนทางกับรถสันดาป ยอดขายรถ EV ทั่วโลกเติบโตขึ้น 12% สู่ระดับ 6.87 ล้านคัน คิดเป็น 17% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด
- การเติบโตของ EV ได้รับแรงขับเคลื่อนจากตลาดยุโรปที่พุ่งขึ้น 32% จนยอดขายแซงหน้ารถยนต์สันดาปเป็นครั้งแรก และตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโตถึง 81%
- ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฮบริดก็ยังคงได้รับความนิยม โดยมียอดขายเติบโตขึ้น 10% คิดเป็น 18% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก
สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ยอดขาย "รถยนต์" ที่ใช้น้ำมัน "เบนซิน" อย่างเดียวลดลงต่ำกว่า 50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลกเป็นครั้งแรก ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น
ข้อมูลจาก Mobility Global ระบุว่ายอดขายรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินไม่รวมรถไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 20.25 ล้านคัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดโลกตกลงมาอยู่ที่ 49% ซึ่งนับเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วจากสัดส่วน 73% ในปี 2021 และเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลงต่ำกว่า 50% นับตั้งแต่รถยนต์เริ่มแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1920
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงความกังวลด้านอุปทานเชื้อเพลิง ส่งผลให้อุปสงค์รถยนต์น้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดขายร่วงลง 26% ในประเทศจีน และ 13% ในยุโรป
ในทางตรงกันข้าม รถยนต์ EV กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก โดยยอดขายทั่วโลกเติบโตขึ้น 12% สู่ระดับ 6.87 ล้านคัน คิดเป็น 17% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 17%
แม้ตลาดหลักอย่างจะพบว่ายอดขาย EV ลดลง จีนลดลง 3% เหลือ 3.44 ล้านคัน และอเมริกาเหนือลดลง 15% เนื่องจากการปรับลดหรือยกเลิกเงินสนับสนุนทางภาษีภายใต้รัฐบาลสหรัฐ
แต่การเติบโตกลับถูกขับเคลื่อนด้วยตลาดภูมิภาคอื่น โดยตลาดยุโรปพุ่งขึ้นถึง 32% สู่ระดับ 1.81 ล้านคัน และทำให้ยอดขายรถ EV ใน 31 ประเทศหลักของยุโรปรวมกันแซงหน้ารถยนต์น้ำมันได้เป็นครั้งแรกในครึ่งปีแรก
นอกจากนี้ ยอดขายในอาเซียนยังทะยานขึ้นสูงถึง 81% หรือ 350,000 คัน และโอเชียเนียเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว 110,000 คัน
ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยว่า ค่ายรถยนต์จีนอย่าง Geely และ BYD ได้ขยายการส่งออกอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันครองส่วนแบ่งถึง 60% ของยอดขายรถ EV และปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลก และครองสัดส่วนถึง 55% ของรถกลุ่มนี้ที่จำหน่ายในตลาดนอกสหรัฐ ยุโรป และจีน
Mobility Global คาดการณ์ว่ารถยนต์ EV จะมีสัดส่วนเกิน 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030 จนก้าวขึ้นเป็นรถกระแสหลักเหนือกว่ารถไฮบริด และรถยนต์สันดาป
คาวาโนะ รองผู้อำนวยการของ Mobility Global ระบุว่า แม้การเติบโตของ EV จะเคยชะลอตัว และหันไปพึ่งพารถไฮบริดในช่วงก่อนหน้านี้เนื่องจากการตัดเงินอุดหนุน แต่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้ฟื้นความน่าสนใจของ EV ให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐยังคงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยการตัดเงินอุดหนุน และผ่อนปรนกฎระเบียบในสหรัฐ ทำให้ความต้องการช่วงที่ผ่านมาลดลง ส่งผลให้ค่ายรถอย่าง Honda และ GM ต้องปรับกลยุทธ์ EV พร้อมบันทึกผลขาดทุน
คาวาโนะเชื่อว่าผู้ซื้อ EV ส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนกลับไปใช้รถน้ำมันหรือไฮบริด และเมื่อราคาปรับตัวลดลง ความต้องการที่มาจากความจำเป็นของผู้บริโภคจริงๆ จะช่วยให้ตลาดขยายตัวต่อไปได้
ในส่วนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เน้นกลยุทธ์รถยนต์ไฮบริด ซึ่งโดดเด่นเรื่องการประหยัดน้ำมัน พบว่ายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ยอดขายรถไฮบริดทั่วโลกในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้น 10% สู่ระดับ 7.27 ล้านคัน หรือคิดเป็น 18% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก
อ้างอิง Nikkei Asia
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





