ซีอีโอ Ford เตือนสหรัฐ คิดให้รอบคอบก่อนเปิดประตูรับ ‘ค่ายรถจีน’ ชี้บทเรียนยุโรปที่ถูกผู้ผลิตจีนรุกชิงตลาดอย่างรวดเร็วจน ‘สายเกินไป’ ขณะที่จีนจ่อส่งออกรถยนต์แตะ 12 ล้านคันในปีนี้
จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของค่ายรถ Ford เตือนสหรัฐ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเปิดทางให้ “ค่ายรถยนต์จีน” เข้าสู่ตลาดอเมริกันหรือไม่ โดยยกยุโรปเป็น “บทเรียนเตือนใจ” หลังรถยนต์จีนรุกชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว จนสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ท้องถิ่น
ฟาร์ลีย์กล่าวในงานประชุม Automotive News เมื่อวันอังคารว่า สหรัฐต้อง “ระมัดระวังอย่างยิ่ง” ต่อรูปแบบการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีน พร้อมระบุว่า สำหรับยุโรปนั้น “สายเกินไปแล้ว”
อย่างไรก็ตาม Ford ไม่ได้ปิดประตูความร่วมมือกับบริษัทจีนทั้งหมด โดยพร้อมจับมือในธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนหรือเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทยังขาดความเชี่ยวชาญ เช่น ความร่วมมือกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่จีน เพื่อผลิตแบตเตอรี่ต้นทุนต่ำในรัฐมิชิแกน
ขณะเดียวกัน Ford ก็พร้อมแข่งขันกับบริษัทจีนโดยตรง โดยฟาร์ลีย์ย้ำว่า ทั้งสองแนวทางสามารถดำเนินควบคู่กันได้
ที่ผ่านมา Ford ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากความร่วมมือกับบริษัทจีนด้านรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงข้อตกลงกับ Geely เพื่อร่วมพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดยุโรป ขณะที่รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่า ความร่วมมือดังกล่าวอาจทำให้ Ford ผูกพันกับบริษัทจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น
ความกังวลเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์จีน โดยคาดว่าจีนจะส่งออกรถยนต์ราว 12 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3 ล้านคันในปี 2022
แม้การเจรจาสหรัฐ-จีนล่าสุดยังไม่มีข้อตกลงเปิดตลาดให้รถยนต์ไฟฟ้าจีน และสหรัฐยังใช้กำแพงภาษีมากกว่า 100% รวมถึงข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์สกัดรถจีน แต่หลายฝ่ายมองว่า การเข้าสู่ตลาดสหรัฐของค่ายรถจีนอาจเป็นเพียง “เรื่องของเวลา”
แรงกดดันสำคัญมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจีน โดย GlobalData คาดว่าส่วนแบ่งรถแบรนด์จีนในตลาดโลกจะเพิ่มจาก 15% ในปี 2021 เป็น 24% ในปี 2026 ขณะที่การส่งออกรถยนต์ของจีนอาจทะลุ 10 ล้านคันเป็นครั้งแรก
ขณะเดียวกัน สหรัฐยังตามหลังจีนในตลาด EV โดยส่วนแบ่ง EV ในสหรัฐอยู่เพียงราว 6% เทียบกับจีนที่ 34% ส่งผลให้ค่ายรถอเมริกันอย่าง Ford และ Stellantis เริ่มกระชับความร่วมมือกับบริษัทจีนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันด้าน EV ซอฟต์แวร์ และ AI ที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดยังเผชิญแรงต้านจากทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ สหภาพแรงงาน และฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ ซึ่งกังวลว่า รถจีนราคาถูกอาจกระทบผู้ผลิตและการจ้างงานในประเทศ
อ้างอิง: reuters, nikkei





