วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

‘สหรัฐ-จีน’ ประชันการต้อนรับ ‘สี-ทรัมป์’ ใครจัดเต็มกว่ากัน?

จาก ‘พรมแดง-เครื่องบินรบ’ ของสหรัฐ ถึง ‘หอสักการะฟ้า-จงหนานไห่’ ของจีน เปิดเบื้องหลังการประชันการต้อนรับ ‘สี จิ้นผิง-โดนัลด์ ทรัมป์’ เมื่อพิธีการทางการทูตกลายเป็นอีกเวทีที่สองมหาอำนาจใช้โชว์ทั้งอำนาจ ประวัติศาสตร์ และตัวตนของประเทศ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกมักคุ้นเคยกับภาพการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างรุนแรง ระหว่างสหรัฐกับจีน ตั้งแต่สงครามการค้า การขึ้นภาษีตอบโต้ ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ 

แต่การพบกันในสัปดาห์นี้กลับเผยให้เห็นการแข่งขันอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นมิตรกว่า นั่นคือ “การประชันการต้อนรับ” หลังทรัมป์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อ 4 เดือนก่อน และครั้งนี้ถึงคราวที่สีเดินทางมาเยือนสหรัฐ

เมื่อเทียบกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างหยิบเอา “ของดีที่สุด” ของตัวเองออกมาโชว์ ตั้งแต่พรมแดง กองทหารเกียรติยศ เครื่องบินรบ งานเลี้ยง ผู้นำภาคธุรกิจ ไปจนถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์

แต่รายละเอียดหลายอย่างก็สะท้อนว่า การต้อนรับของสองประเทศ “ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว”

‘ทรัมป์’ ไปรับสีถึงเครื่องบิน

หนึ่งในภาพที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่นาทีแรกที่สีเดินทางถึงสหรัฐ

สี จิ้นผิงและ “เผิง ลี่หยวน” ภริยาและนักร้องโอเปร่าชื่อดังของจีน เดินทางถึง Joint Base Andrews นอกกรุงวอชิงตัน ก่อนเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเล็กน้อย โดยมีทรัมป์เดินทางไปรอต้อนรับด้วยตัวเอง

‘สหรัฐ-จีน’ ประชันการต้อนรับ ‘สี-ทรัมป์’ ใครจัดเต็มกว่ากัน?

ทรัมป์จับมือกับทั้งคู่ ก่อนนำเดินไปตามพรมแดงซึ่งขนาบด้วยกองทหารเกียรติยศ

สิ่งที่ทำให้การต้อนรับครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้นคือ นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 6 ทศวรรษที่ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางไปรับผู้นำต่างชาติที่ Joint Base Andrews “ด้วยตัวเอง” หากไม่นับการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา

นี่ถือเป็นการให้เกียรติในระดับที่สีเองยังไม่เคยมอบให้แก่ผู้นำต่างชาติคนใดที่เดินทางเยือนจีน

จากนั้น สหรัฐยกระดับพิธีต้อนรับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 จำนวน 2 ลำบินผ่านเหนือพื้นที่ ระหว่างพิธีที่มีการบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ

เสียงคำรามของเครื่องบินบนฟ้า ดังสนั่นจนดูเหมือนจะทำให้ทรัมป์วัย 80 ปีสะดุ้ง และหรี่ตาขณะเครื่องบินผ่านเหนือศีรษะ ขณะที่สีแทบไม่แสดงปฏิกิริยาออกมา

ทั้งหมดทำให้ภาพการมาถึงของผู้นำจีนครั้งนี้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากตอนที่ทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม

ครั้งนั้น ผู้ที่เดินทางไปรับทรัมป์ที่สนามบินคือ “หาน เจิ้ง” รองประธานาธิบดีจีน ขณะที่เด็กหลายร้อยคนโบกธงชาติสหรัฐและจีนต้อนรับ หลังทรัมป์เดินผ่านกองทหารเกียรติยศ

ทรัมป์ออกจากสนามบินโดยยังไม่ได้พบสี และต้องรอจนถึงวันรุ่งขึ้น จึงได้พบผู้นำจีนเป็นครั้งแรกในพิธีต้อนรับบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน

โจนาธาน ซิน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายจีนของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSC) ในรัฐบาลโจ ไบเดน มองว่า เป็นเรื่องน่าสนใจที่ทรัมป์พยายามอย่างมากในการ “แสดงความเคารพต่อจีน” ซึ่งถือเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์รายสำคัญที่สุดของสหรัฐ พร้อมตั้งคำถามว่า วอชิงตันจะได้รับอะไรตอบแทนจากท่าทีเหล่านี้หรือไม่

ทำเนียบขาวขนทหารเกือบ 500 นายต้อนรับ

ความยิ่งใหญ่ไม่ได้จบลงที่สนามบิน เพราะพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการยังดำเนินต่อทั่วบริเวณทำเนียบขาว

สหรัฐจัดกำลังทหารประมาณ 479 นายเข้าร่วมพิธีสวนสนามและตรวจแถวกองเกียรติยศ พร้อมการบินผ่านของเครื่องบินรบอีกระลอก

คราวนี้ไม่ใช่ B-1 แต่เป็น “B-2 Spirit” เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศสหรัฐ พร้อมเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor อีก 4 ลำ

ภาพเหล่านี้ทำให้พิธีต้อนรับผู้นำจีนไม่ได้มีเพียงความหรูหราทางการทูต แต่ยังเต็มไปด้วยการจัดแสดงขีดความสามารถทางทหารของมหาอำนาจเจ้าภาพ

ตามแนวระเบียงที่เชื่อมตัวทำเนียบขาวกับ West Wing มีทหารสหรัฐยืนเรียงรายพร้อมธงชาติสหรัฐและจีน ขณะที่ทรัมป์และสีเดินเคียงกันอยู่ด้านล่าง

ระหว่างทาง ทั้งคู่ยังได้ชมแผ่นป้ายและภาพประธานาธิบดีสหรัฐที่ทรัมป์นำมาติดตั้งหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว รวมถึงพื้นที่ที่ทรัมป์ใช้สื่อสารมุมมองเกี่ยวกับอดีตผู้นำสหรัฐด้วย

จากนั้น ในช่วงกล่าวต้อนรับบริเวณ Entrance Hall ของทำเนียบขาว สองผู้นำปรากฏตัวพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ

คณะของสีประกอบด้วยบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจของจีน ไม่ว่าจะเป็น “ไช่ ฉี” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดของสี รวมถึง “หวัง อี้” รัฐมนตรีต่างประเทศจีน

ด้านเศรษฐกิจและการค้า มี “เหอ ลี่เฟิง” รองนายกรัฐมนตรีจีน และ “หวัง เหวินเทา” รัฐมนตรีพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย สะท้อนว่า วาระเศรษฐกิจยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพบกันครั้งนี้

ปริศนา ‘ไร้เงา CEO จีน’

อย่างไรก็ตาม หากการต้อนรับของสหรัฐดูยิ่งใหญ่กว่าในหลายด้าน ก็มีความแตกต่างสำคัญอีกประการที่เห็นได้ชัด นั่นคือ “ภาคธุรกิจ”

“ไม่มีผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีนแม้แต่คนเดียว” เดินทางมากับสี

ภาพดังกล่าวแตกต่างจากการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคมอย่างชัดเจน เพราะครั้งนั้น ทรัมป์พาบรรดา “ซีอีโอระดับแถวหน้าของสหรัฐ” เดินทางไปด้วย

บรรดาผู้บริหารเหล่านั้นไม่เพียงได้ร่วมพิธีต้อนรับ แต่ยังมีโอกาสพบปะสีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนภายในมหาศาลาประชาชน ซึ่งสะท้อนมิติทางธุรกิจของการเยือนอย่างชัดเจน

แต่ในการเยือนสหรัฐของสีครั้งนี้ ซีอีโอฝั่งอเมริกันเองก็มีบทบาทอย่างจำกัด โดยทรัมป์ไม่ได้เชิญพวกเขาเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสองประเทศ

แทนที่จะอยู่บนโต๊ะเจรจา บรรดาผู้บริหารกลับปรากฏตัวใน “โต๊ะอาหาร”

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำใต้แสงเทียน สีได้นั่งร่วมโต๊ะกับทรัมป์และผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐหลายคน

หนึ่งในนั้นคือ “เจนเซน หวง” ซีอีโอของ Nvidia บริษัทที่อยู่ใจกลางการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองประเทศ และกำลังเผชิญข้อจำกัดของรัฐบาลสหรัฐในการส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงที่สุดบางรุ่นไปยังจีน

บนโต๊ะเดียวกันยังมี “ทิม คุก” ซีอีโอของ Apple และ “ลิซา ซู” ซีอีโอของ AMD ซึ่งล้วนเป็นบุคคลสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ

รูปแบบดังกล่าวต่างจากงานเลี้ยงที่ปักกิ่งจัดให้ทรัมป์เมื่อต้นปี ซึ่งแขกเกียรติยศชาวอเมริกันนั่งร่วมกับสมาชิกครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่จากคณะผู้แทนสหรัฐและจีนเป็นหลัก

‘สหรัฐ-จีน’ ประชันการต้อนรับ ‘สี-ทรัมป์’ ใครจัดเต็มกว่ากัน?

‘สหรัฐ-จีน’ ประชันการต้อนรับ ‘สี-ทรัมป์’ ใครจัดเต็มกว่ากัน?

- (ภาพ: Reuters) -

ต่างจาก ‘สี’ เมื่อ 11 ปีก่อน

การที่สีไม่ได้พา CEO จีนมาสหรัฐยิ่งน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางเยือนสหรัฐของเขาในปี 2015

การเยือนครั้งนั้น สีให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับภาคธุรกิจอเมริกัน

เขาเดินทางไปยังโรงงาน Boeing ที่เมืองเอเวอเรตต์ รัฐวอชิงตัน ซึ่งในเวลานั้น Boeing ประกาศการลงทุนด้านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในจีน ควบคู่กับข้อตกลงเครื่องบินพาณิชย์มูลค่ารวมประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์

ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายคนยังเดินทางร่วมคณะ รวมถึง “แจ็ก หม่า” ผู้ก่อตั้ง Alibaba ซึ่งขณะนั้นถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของภาคเทคโนโลยีจีน

11 ปีต่อมา ภาพกลับแตกต่างออกไปอย่างมาก เมื่อการเยือนวอชิงตันครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ไม่มี “กัปตันแห่งโลกธุรกิจจีน” เดินทางมาด้วย

‘เมลาเนีย-เผิง’ เปิดอีกเวทีการทูต

นอกจากการแข่งขันระหว่างสองผู้นำแล้ว อีกหนึ่งมิติของการเยือนครั้งนี้อยู่ที่บทบาทของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

“เมลาเนีย ทรัมป์” ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับสามีในการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่การมาเยือนสหรัฐของสี เปิดโอกาสให้เธอได้ใช้เวลากับเผิง ลี่หยวนมากขึ้น

หลังร่วมพิธีต้อนรับ ทั้งคู่แยกจากสองผู้นำเพื่อเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian National Museum of Asian Art)

‘สหรัฐ-จีน’ ประชันการต้อนรับ ‘สี-ทรัมป์’ ใครจัดเต็มกว่ากัน?

- สองสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ‘จีน-สหรัฐ’ เยือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งชาติในวอชิงตัน (ภาพ: Reuters) -

หนึ่งในจุดสำคัญของการเยี่ยมชมคือ “Peacock Room” ห้องชื่อดังที่เดิมสร้างขึ้นเป็นห้องรับประทานอาหารสำหรับมหาเศรษฐีธุรกิจเดินเรือชาวอังกฤษ และปัจจุบันจัดแสดงคอลเล็กชันเครื่องเคลือบจำนวนมาก

ระหว่างการเยี่ยมชม นักเรียนหลายสิบคนจาก Hope Chinese School ยังร่วมร้องเพลงต้อนรับ โดยสลับกันร้องเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ก่อนที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งสองจะเยี่ยมชมห้องจัดแสดงศิลปะจีนสมัยจักรวรรดิ

‘จีน’ พาชมจักรวรรดิ ‘สหรัฐ’ เปิดหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย

อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือก “สถานที่” สำหรับสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำ
ในวันศุกร์ ทรัมป์เตรียมพาสีไปยัง “หอจดหมายเหตุแห่งชาติ” (National Archives) ในกรุงวอชิงตัน สถานที่เก็บเอกสารสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์สหรัฐ ทั้ง “รัฐธรรมนูญ” และ “คำประกาศอิสรภาพ”

ทรัมป์ยังเผยว่า จะนำสีชม “สิ่งของที่เป็นหลักฐานถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน” ระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าบรรพบุรุษของทั้งสองประเทศเคยติดต่อข้ามมหาสมุทรเพื่อค้าขาย เรียนรู้ และสร้างโลกที่ดีขึ้นร่วมกันอย่างไร

การเลือก “หอจดหมายเหตุแห่งชาติ” อาจมองคู่ขนานกับสิ่งที่สีเคยทำเมื่อทรัมป์เยือนจีน

ครั้งนั้น สีพาทรัมป์ไปยัง “หอสักการะฟ้า” (เทียนถาน) ในกรุงปักกิ่ง พร้อมอธิบายว่า ในอดีต จักรพรรดิจีนใช้สถานที่แห่งนี้ประกอบพิธีกรรมของรัฐ เพื่ออธิษฐานขอให้บ้านเมืองมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ความรุ่งเรือง และความสงบสุข

สีใช้สถานที่ดังกล่าวอธิบายแนวคิดทางการเมืองจีนที่มีมายาวนานว่า ความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นอยู่กับการรับใช้ประชาชน พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

กล่าวอีกอย่างคือ หากทรัมป์กำลังพาสีไปดูเอกสารที่เป็นรากฐานของระบบการเมืองสหรัฐ สีก็เคยพาทรัมป์ไปยังสถานที่ซึ่งเขาใช้บอกเล่ารากฐานทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองของจีนเช่นกัน

จาก ‘จงหนานไห่’ ถึง ‘หอจดหมายเหตุแห่งชาติ’

สียังเคยพาทรัมป์เข้าสู่ “จงหนานไห่” ศูนย์กลางอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งโดยปกติเป็นพื้นที่ที่บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ยาก

ทั้งคู่เดินชมสวนภายในกำแพง ดื่มชาและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ขณะที่สีพาทรัมป์ชม “ต้นไม้เก่าแก่” ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปถึงยุคจักรวรรดิ

สีมอบเมล็ดพันธุ์กุหลาบให้แก่ทรัมป์ด้วย ขณะที่ผู้นำสหรัฐแสดงความประทับใจกับดอกไม้ โดยกล่าวว่าเป็นกุหลาบที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น

เมื่อมองการเยือนปักกิ่งและวอชิงตันควบคู่กัน จึงเห็นได้ว่า การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนโต๊ะเจรจาเรื่องภาษี AI เซมิคอนดักเตอร์ หรือความมั่นคงเท่านั้น

แต่ยังเกิดขึ้นผ่าน “ภาษาของพิธีการ” ตั้งแต่ใครเป็นคนไปรับที่สนามบิน เครื่องบินรุ่นใดบินผ่าน ใครได้รับเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะ ไปจนถึงสถานที่ใดที่เจ้าภาพเลือกพาแขกไปเยือน

จีนเลือกเปิดประตูสู่หอสักการะฟ้าและจงหนานไห่ เพื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ อำนาจ และแนวคิดการปกครองของตัวเอง

ขณะที่สหรัฐตอบกลับด้วยพรมแดงที่ Joint Base Andrews แสนยานุภาพของ B-1, B-2 และ F-22 ตลอดจน National Archives ซึ่งเก็บรักษาเอกสารรากฐานของประเทศ

อาจกล่าวได้ว่า นอกจาก “สงครามการค้า” ที่สองประเทศเคยตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันแล้ว การพบกันรอบนี้ยังมีการแข่งขันอีกแบบเกิดขึ้นคู่ขนานกัน

นั่นคือการแข่งขันว่า ในฐานะเจ้าภาพ “วอชิงตัน” และ “ปักกิ่ง” จะหยิบอะไรออกมาเพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้นำของอีกฝ่าย และใช้พิธีการเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวของมหาอำนาจตัวเองอย่างไร

อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ 2, bloomberg, bbc, scmp, reuters