วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง ดันส่วนต่างยิ่งมาก เสี่ยงเร่งเงินทุนไหลออก 'ตลาดเอเชีย'

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งแตะ 5.11% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เพิ่มช่องว่างดอกเบี้ย สหรัฐ-เอเชีย ถ่างกว้างขึ้น นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยง "เงินทุนไหลออก" กดดันค่าเงินเอเชียอ่อนตัว บีบธนาคารกลางในภูมิภาคตรึงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานสถานการณ์ตลาดการเงินโลกที่กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมที่สำคัญของโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.16% (16 เบซิสพอยต์) ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 5.11% ถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

สาเหตุหลักที่ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูงขึ้น มาจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่งเกินความคาดหมาย ประกอบกับความต้องการประมูลซื้อพันธบัตรในตลาดที่เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุน

ผลจากการที่สหรัฐให้ผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ "ส่วนต่างผลตอบแทน" (Yield Spread) ระหว่างพันธบัตรสหรัฐและพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ในสัปดาห์นี้ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของ "มาเลเซีย" เมื่อเทียบกับสหรัฐ ขยายตัวกว้างถึง 1.22% ซึ่งกว้างที่สุดในรอบ 16 ปี ขณะที่ส่วนต่างของ "ไทย" กว้างถึง 2.90% และ "อินโดนีเซีย" แคบลงเหลือ 1.96% ซึ่งทั้งสองประเทศถือว่าเข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

สตีเฟน ชิว หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเกิดใหม่จาก Bloomberg Intelligence วิเคราะห์ว่า "พันธบัตรระยะยาวในเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษจากบอนด์ยีลด์สหรัฐที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำอย่างเกาหลีใต้และไทย"

โดยการเพิ่มขึ้นของยีลด์สหรัฐอาจเร่งให้เกิด เงินทุนไหลออก ของนักลงทุนต่างชาติ หรือทำให้กระแสเงินทุนสุทธิไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรในภูมิภาคลดน้อยลง

ค่าเงินอ่อน บีบแบงก์ชาติตรึงดอกเบี้ย

ส่วนต่างผลตอบแทนที่กว้างขึ้นและความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในเอเชียหลายด้าน โดยเฉพาะแรงกดดันต่อ “ค่าเงินท้องถิ่น” ให้อ่อนค่าลง ส่งผลให้ธนาคารกลางในภูมิภาคอาจจำเป็นต้องคง “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ในระดับสูงต่อไปเพื่อพยุงเสถียรภาพของค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ตลาดพันธบัตรในประเทศเกิดใหม่ของเอเชียยังถือว่าต้านทานแรงกระแทกได้ดี และยังไม่เผชิญแรงเทขายรุนแรงเท่ากับฝั่งสหรัฐ โดยบอนด์ยีลด์ของไทยและมาเลเซียปรับขึ้นเพียง 0.05% เท่านั้น ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงไว้คือ อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังทรงตัวได้ดี และค่าเงินในภูมิภาคที่ยังมีความยืดหยุ่น

โฮมิน ลี นักกลยุทธ์มหภาคอาวุโส Lombard Odier Singapore ระบุว่า “ทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ถือเป็นปัจจัยแวดล้อมที่สร้างความอึดอัดให้กับนักลงทุนในตลาดพันธบัตร แต่สถานการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของดอลลาร์และตลาดตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชีย ยกเว้นตลาดที่มีความเปราะบางสูงกว่าอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์”