กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์เล็งปรับพอร์ต 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลลงเหลือ 50% มุ่งลดถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นหลัก เพื่อโยกเงินไปหาผลตอบแทนในตราสารหนี้ภาคเอกชน และตราสารหนี้ค้ำประกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาระหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เสนอปรับลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะกระทบต่อการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุด เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
คณะผู้บริหารของ Norges Bank Investment Management (NBIM) ได้ยื่นจดหมายต่อกระทรวงการคลังนอร์เวย์ ซึ่งแจ้งต่อสาธารณะในวันศุกร์ (4 ก.ย.69) ระบุข้อเสนอให้ลดสัดส่วนดัชนีย่อยของพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50%
โดยประเมินว่าสัดส่วนใหม่นี้ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับความผันผวนของตลาด ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้กองทุนสามารถแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากสินทรัพย์ประเภทอื่น
ปรับลดบอนด์สหรัฐ-ยุโรป เพิ่มสัดส่วนญี่ปุ่น
โดยแผนการจัดสรรเงินลงทุนใหม่นี้จะทยอยปรับลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลงจาก 34.1% เหลือ 21.9% และลดพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มยูโรโซนจาก 16.8% เหลือ 14.1% ขณะที่จะเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4%
นอกจากนี้ NBIM ต้องการเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักการถือครองพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มาใช้วิธีคำนวณตามมูลค่าตลาดแทน เนื่องจากแทบทุกประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันต่างมีภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงมาก
สัญญาณเตือนตลาดบอนด์สหรัฐ
ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลัง และภาระหนี้ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โมฮัมเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวซีเอ็นบีซี ว่า ผู้ซื้อ และผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ ทั้งญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ต่างตกอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน
“แม้ขนาดการเทขายจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่บ่งบอกว่ากลุ่มผู้ซื้อ และผู้ถือครองดั้งเดิมเริ่มมีความเชื่อถือน้อยลงเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง” เอล-เอเรียน กล่าวถึงข้อเสนอปรับลดพอร์ตของ NBIM
โยกเม็ดเงินเข้าตราสารหนี้ภาคเอกชน
ในทางกลับกัน NBIM วางแผนเพิ่มการถือครองตราสารหนี้สหรัฐที่ไม่ใช่ของรัฐบาล เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน จากเดิม 16.2% ขึ้นเป็น 27.6%
นิโคไล ทังเกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NBIM และ ไอดา โวลเดน บักเคอ ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ ชี้แจงว่า กองทุนมีโอกาสได้รับส่วนต่างผลตอบแทน (Yield Premium) ที่สูงขึ้นจากการกระจายเงินไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น อย่างตราสารหนี้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งกองทุนอยู่ในสถานะนักลงทุนระยะยาวที่สามารถรับมือความผันผวนนี้ได้
ทั้งสองระบุเพิ่มเติมว่า ตราสารหนี้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จึงมีคุณสมบัติช่วย “ลดความผันผวน” ให้กับพอร์ตลงทุนได้ดี ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้ภาคเอกชน
บทเรียนจากพอร์ตหุ้นเทคฯ และความเสี่ยงฟองสบู่ AI
ปัจจุบัน NBIM ถือครองหุ้นทั่วโลกมูลค่าราว 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1.5% ของหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก และถือครองตราสารหนี้มูลค่า 5.92 แสนล้านดอลลาร์
กองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1998 เพื่อบริหารจัดการรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันของนอร์เวย์ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ที่ผ่านมาสามารถทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ และเอเชียที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI เช่น กลุ่มชิป และเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ดี ทังเกน ได้เตือนว่าผลตอบแทนระดับดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืนหากตลาดเข้าสู่ช่วงขาลง โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 กองทุนเคยขาดทุนไปถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อนักลงทุนเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง
จากการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ครั้งล่าสุดของ NBIM พบว่า หากเกิดการปรับฐานรุนแรงในกลุ่มหุ้น AI มูลค่าพอร์ตลงทุนของกองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 35%
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





