‘ญี่ปุ่น’ กลับมาเนื้อหอมในฐานะ ‘ดินแดนแห่งทองคำ’ อีกครั้ง หลังราคาทองพุ่งแรง ปลุกบริษัททั่วโลกแห่ล่าขุมทรัพย์ ย้อนรอยยุคเอโดะที่แดนอาทิตย์อุทัยเคยผลิตทอง ‘มากถึง 20%’ ของโลก ก่อนยุคทองซบเซานานหลายทศวรรษ และกำลังถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
“ญี่ปุ่น” ประเทศที่ครั้งหนึ่ง “มาร์โค โปโล” นักเดินทางชาวเวนิส เคยบรรยายว่าเป็น “ดินแดนแห่งทองคำ” กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากบริษัททั้งในและต่างประเทศอีกครั้ง หลังราคาทองคำพุ่งแรง เปิดโอกาสให้การสำรวจแหล่งทองที่เคยไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจกลับมาน่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเหมืองใหม่ ไปจนถึงการสกัดทองจากขยะและน้ำทะเล
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า Irving Resources บริษัทเหมืองจากแคนาดา ร่วมกับ JX Advanced Metals ของญี่ปุ่น สำรวจแหล่งทองคำใกล้เมืองโอมุ บนเกาะฮอกไกโด โดย Irving เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายนว่า พบสายแร่ทองคำเกรดสูงในพื้นที่บางส่วน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเหมืองต้องใช้เวลานาน ทั้งการขอสิทธิและใบอนุญาตต่าง ๆ โดย JX Advanced Metals คาดว่า แม้โครงการเดินหน้าอย่างราบรื่น การผลิตเชิงพาณิชย์ก็น่าจะเริ่มได้ในช่วงทศวรรษ 2030 แต่หากสำเร็จ จะกลายเป็น “เหมืองทองแห่งใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่น” นับตั้งแต่เหมืองฮิชิคาริในจังหวัดคาโกชิมะเริ่มผลิตเมื่อปี 1985
ในอดีต ญี่ปุ่นเคยเป็นหนึ่งใน “แหล่งทองคำ” สำคัญของโลก โดยในยุคเอโดะระหว่างศตวรรษที่ 17-19 มีการประเมินว่า ญี่ปุ่นผลิตทองคิดเป็นราว 20% ของผลผลิตทั่วโลก และประมาณครึ่งหนึ่งมาจากเหมืองบนเกาะซาโดะ ก่อนที่เหมืองจำนวนมากจะทยอยปิดตัวลงจากปริมาณแร่ที่ลดลง ปัจจุบันเหลือเหมืองฮิชิคาริเพียงแห่งเดียวที่ยังดำเนินงาน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ทองญี่ปุ่น” กลับมาอยู่ในความสนใจ คือราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยราคาทองล่วงหน้าในนิวยอร์กเคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในเดือนกันยายน มากกว่า 3 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองในรูปเงินเยน “สูงกว่า” ช่วงปลายทศวรรษ 1990 มากกว่า 10 เท่า เพิ่มแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการสำรวจแหล่งทองอีกครั้ง
กระแส “ล่าทอง” ยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงใต้ดิน แต่ขยายไปสู่ “เหมืองในเมือง” หรือการนำโลหะมีค่ากลับคืนจากขยะ
Nippon Denko บริษัทในเครือ Nippon Steel ใช้เตาหลอมเถ้าจากขยะเพื่อสกัดโลหะมีค่า รวมถึงทองคำ ปัจจุบันมีโรงงานลักษณะนี้ 4 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 7 แห่งภายในปี 2030 โดยบริษัทระบุว่า เถ้าหลังการหลอม มีทองคำเข้มข้นเทียบเท่ากับแร่ทองทั่วไปถึงประมาณ 10 เท่า เนื่องจากขยะอย่างพัดลมพกพาและบัตรเครดิต อาจมีทองคำปะปนอยู่ในปริมาณเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน IHI กลุ่มวิศวกรรมรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังพัฒนาเทคโนโลยี “สกัดทองจากน้ำทะเล” ด้วยสาหร่ายที่สามารถช่วยแยกทองออกจากสารประกอบในน้ำ แม้ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านต้นทุน เนื่องจากการสกัดทองเพียง 1 กรัมต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล บริษัทจึงกำลังศึกษาการนำเทคโนโลยีไปใช้กับน้ำที่มีความเข้มข้นของทองสูงกว่า เช่น น้ำทิ้งจากบ่อน้ำพุร้อนและเหมือง
ด้าน Sumitomo Metal Mining ผู้ดำเนินการเหมืองฮิชิคาริ ก็เร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเริ่มใช้โดรนติดกล้องบินสำรวจภายในอุโมงค์ เพื่อค้นหาและตรวจสอบสายแร่ในพื้นที่ที่คนงานเข้าไม่ถึง
จากประเทศที่อุตสาหกรรมเหมืองทองเคยซบเซามานานหลายทศวรรษ ราคาทองที่พุ่งสูง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และเงินเยนที่อ่อนค่า กำลังทำให้ญี่ปุ่นหันกลับมามอง “ขุมทอง” ของตัวเองอีกครั้ง ไม่เพียงทองที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน แต่ยังรวมถึงทองในกองขยะ และแม้กระทั่งในน้ำทะเล
อ้างอิง: nikkei





