วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

วิเคราะห์ทุนสำรอง 'เอเชีย' เมินดอลลาร์ ซบทองคำ หรือแค่กระจายเสี่ยง?

ไขความจริงกระแส De-dollarization เอเชียไม่ได้เทขายดอลลาร์อย่างที่คิด แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงสู่ทองคำและสกุลเงินอื่น

KEY POINTS

  • สัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองเอเชียลดลง 6% ในรอบ 8 ปี นำโดย ญี่ปุ่น-จีน
  • แต่เงินกระจายไปสู่สกุลเงินอื่นๆ พร้อมกับที่ธนาคารกลางแห่สะสม 'ทองคำ' เพิ่มขึ้น 
  • เกาหลีใต้ยังคงใช้ดอลลาร์ในการชำระค่าสินค้าส่งออกสูงถึง 84% ขัดแย้งกับกระแสข่าวการเลิกใช้ดอลลาร์ในภาพใหญ่ 

กระแสข่าวเรื่องการลดการพึ่งพา “ดอลลาร์” หรือว่า De-dollarization และทิศทางของทุนสำรองระหว่างประเทศในภูมิภาค “เอเชีย” กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด

 บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Haver Analytics โดย เทียน หย่ง วุน (Tian Yong Woon) นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์จาก Deutsche Bank และ IMF ได้เจาะลึกข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเอเชียกำลัง "ถอยห่าง" จากดอลลาร์จริง หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงและการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจกันแน่

 ‘ญี่ปุ่น-จีน’ ลดถือ ‘ดอลลาร์’ แต่ยังครองแชมป์เจ้าหนี้

สัดส่วนการถือครองหุ้นและหลักทรัพย์ในสหรัฐของประเทศแถบเอเชีย ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงปี 2010

หนึ่งในประเทศที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ญี่ปุ่น” ได้สัดส่วนในการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวของสหรัฐทั้งหมด ลดลงราวครึ่งหนึ่ง จากจุดสูงสุดใกล้ 14.5% ในปี 2012 เหลือประมาณ 8% ในเดือนก.ค.2026 

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนราว 8.6% ของการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศของสหรัฐทั้งสองฝั่งของบัญชี 

อันดับ 2 คือ “จีน” มีการลดลงยิ่งชัดเจนยิ่งกว่า โดยสัดส่วนลดลงจาก 13.4% เมื่อต้นปี 2012 เหลือราว 3% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดถือครองลดลงเหลือ 618,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2008 

ทว่าช่องว่างที่ลดลงไปของญี่ปุ่นและจีน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียนั้น ถูกแทนที่โดยกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” เพิ่มจากราว 19% เป็นประมาณ 26% และสหราชอาณาจักรที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.6% 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการสลับตำแหน่งระหว่างเจ้าหนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากสินทรัพย์ดอลลาร์เสมอไป 

 ดอลลาร์ใน ‘ทุนสำรอง’ ลดลง 6%  แล้วเงินกระจายสู่อะไร?

เมื่อเจาะลึกไปที่ “สกุลเงินในทุนสำรอง”  ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 ชี้ว่า สัดส่วนของ “เงินดอลลาร์” ลดลงเกือบ 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 57.1%

คำถามสำคัญคือ “แล้วสัดส่วนที่หายไปตกอยู่ที่ใคร?”

 คำตอบคือไม่มีสกุลเงินใดสกุลเดียวที่รับไปทั้งหมด โดยเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์, ดอลลาร์แคนาดาและเงินหยวนเพิ่มขึ้นราวครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ต่อสกุล ขณะที่เงินยูโรแทบไม่เปลี่ยนแปลง

 ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ "กลุ่มสกุลเงินอื่นๆ" ที่เพิ่มขึ้นราว 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สัดส่วนของเงินหยวนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.0%  ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนถึงการ "กระจายความเสี่ยง" มากกว่าการแสวงหาทางเลือกทดแทนดอลลาร์เพียงสกุลเดียว

ธนาคารกลางเอเชียแห่สะสม ‘ทองคำ’  สะท้อนอะไร?

นอกเหนือจากเงินตราต่างประเทศ อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ “ปริมาณทองคำ" ในทุนสำรอง  ซึ่งในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางในเอเชียพากันเพิ่มการถือครองอย่างพร้อมเพรียงกัน

  • สิงคโปร์: เพิ่มปริมาณทองคำขึ้นมากกว่า 60%
  • อินเดีย และ ไทย: เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
  • จีน: เพิ่มขึ้นเกือบ 30%
  • ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย: เพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยกว่า 
  • ฟิลิปปินส์: เป็นประเทศเดียวที่ลดปริมาณทองคำลงราว 1 ใน 3 ผ่านการขายครั้งใหญ่สองระลอก 

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิเคราะห์ไว้ในรายงาน แม้การสะสมทองคำจะสอดคล้องกับการตีความเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้คือ

“ทุนสำรองโดยรวมของประเทศเหล่านี้เติบโตขึ้นตามกาลเวลา การถือครองทองคำจึงต้องเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเช่นกัน”

‘เกาหลีใต้' ยังใช้ดอลลาร์ชำระเงิน

การถือครองเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนเล็กๆ ของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่กลไกสำคัญอย่าง การชำระเงินทางการค้า, การระดมทุนด้วยสกุลดอลลาร์ และ แนวทางการบริหารความเสี่ยง มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าและปรับตัวช้ากว่ามาก

หากดูตัวอย่างจาก เกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชีย จะเห็นได้ชัดเจนว่าภาคธุรกิจยังคงเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการชำระค่าสินค้าสูงถึงราว 84% สำหรับการส่งออก และ 79% สำหรับการนำเข้า

ตัวเลขสะท้อนว่าสัดส่วนการชำระเงินฝั่งส่งออกของเกาหลีใต้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนสัดส่วนฝั่งนำเข้าค่อยๆ ลดลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 83% ในปี 2022

ข้อสรุปที่ชัดเจนจากผลศึกษาและรายงานจาก IMF ยืนยันตรงกันว่า “การที่ดอลลาร์ยังครองความยิ่งใหญ่ในการค้าโลก ขัดแย้งกับกระแสข่าวเรื่อง De-dollarisation ในภาพใหญ่อย่างชัดเจน"