คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนืออวดการทดสอบ "ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง" หรือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ลั่น ศัตรูต้องปวดหัวไม่รู้จบ
เกาหลีเหนือเผยในวันอังคาร (22 ก.ย.) ว่า การทดสอบขีปนาวุธล่าสุดเกี่ยวข้องกับระบบอาวุธใหม่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งภาพที่เผยแพร่บ่งชี้ว่า เกาหลีเหนืออาจทดสอบขีปนาวุธที่ก่อนหน้านี้เคยอธิบายว่าเป็น “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก”
ตามรายงานของสำนักข่าว KCNA ระบุว่า คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า
การพัฒนาอาวุธอาจเสริมแกร่งความพร้อมทำสงครามของประเทศ และทำให้ศัตรูต้องปวดหัวไม่รู้จบ แต่คิมไม่ได้อธิบายว่าเป็นอาวุธอะไร
คิมได้สังเกตการณ์การทดสอบขีปนาวุธเมื่อวันอาทิตย์ กับลูกสาวของเขา ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจ ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ตรวจจับได้ว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ ลงทะเล ห่างจากชายฝั่งวอนซันทางตะวันออกราว 3 ชั่วโมง เมื่อวันอาทิตย์ ส่วนกองทัพญี่ปุ่นรายงานว่า ขีปนาวุธตกในน่านน้ำนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ภาพถ่ายการทดสอบเมื่อวันอาทิตย์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว KCNA เผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนขีปนาวุธ 2 ลูก ซึ่งติดตั้งส่วนหัวรบรูปทรงกรวยที่มีครีบควบคุมทิศทาง ถูกยิงออกจากรถฐานยิง
ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นคิมกำลังจ้องมองหน้าจอติดตามผลที่ระบุชื่อขีปนาวุธว่าเป็นรุ่น “ฮวาซอง-11Ma” (Hwasong-11Ma) ซึ่งเป็นระบบที่เกาหลีเหนือเคยระบุว่าเป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก
ภาพกราฟิกบนหน้าจอยังแสดงให้เห็นเส้นทางการบินของขีปนาวุธซ้อนอยู่บนแผนที่ พร้อมระบุตัวเลขข้อมูลการบิน ได้แก่ ความเร็ว 2,146 เมตรต่อวินาที ระดับความสูง 35.8 กิโลเมตร และระยะทำการ 908.2 กิโลเมตร
ระยะทางตามที่ระบุดังกล่าว เกินกว่าพิสัยการบินที่กองทัพเกาหลีใต้เคยประกาศไว้
จาง โด-ยอง โฆษกคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุว่า ทางกองทัพกำลังประเมินรายละเอียดจากรายงานของเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่าข้อกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับขีดความสามารถของขีปนาวุธนั้น “ไม่สามารถเชื่อถือได้ 100%”
การทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางทหารของเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงและการนำเรือรบลำใหม่เข้าประจำการ
ผู้นำคิมยังคงเดินหน้าอวดศักยภาพโครงการนิวเคลียร์ที่กำลังขยายตัว แม้ว่าสหรัฐจะเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นกระบวนการทางการทูตก็ตาม
หลังจากผ่านการทดสอบมาอย่างเข้มข้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้คิมมีคลังขีปนาวุธที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ในจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงอาวุธพิสัยไกลที่อาจโจมตีถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐได้ และระบบอาวุธพิสัยใกล้ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลวงระบบป้องกันขีปนาวุธของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ในบรรดาอาวุธที่เกาหลีเหนือทดสอบในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีระบบขีปนาวุธหลายชนิดที่ติดตั้งอาวุธความเร็วเหนือเสียง ซึ่งออกแบบมาให้เดินทางด้วยความเร็วมากกว่าความเร็วเสียง 5 เท่า ความเร็วและความคล่องตัวของอาวุธเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้หลบเลี่ยงระบบป้องกันขีปนาวุธในภูมิภาค แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังมีข้อกังขาว่า อาวุธเหล่านั้นสามารถทำความเร็วได้ตามที่เกาหลีเหนืออ้างในระหว่างการทดสอบอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
คิมมีอำนาจต่อรองสหรัฐ?
การทดสอบยิงครั้งนี้ถือเป็นการซ้อมแสดงแสนยานุภาพทางอาวุธของเกาหลีเหนือรอบล่าสุด แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐจะลดระดับการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาทางการทูตกับผู้นำคิม ผู้ซึ่งมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกโจมตี
ด้านคิม โย-จอง น้องสาวของคิม จองอึน และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ปฏิเสธท่าทีของทรัมป์ โดยระบุว่า การลดระยะเวลาการซ้อมรบไม่สามารถเปลี่ยนแปลง “การยั่วยุและความก้าวร้าว” ของการซ้อมรบนั้นได้
เกาหลีเหนือมีประวัติมายาวนานในการเพิ่มแรงกดดันต่อเกาหลีใต้เมื่อไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการจากสหรัฐ และเมื่อเร็วๆ นี้ คิม จองอึน ได้แสดงท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อกรุงโซล โดยสั่งระงับความร่วมมือและการเจรจาระหว่างสองเกาหลีแทบทุกด้าน พร้อมทั้งประกาศให้เกาหลีใต้เป็นศัตรูถาวร
อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ฝ่ายเสรีนิยมผู้สนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ตอบคำถามสำนักข่าวเอพีในวันอังคาร โดยแสดงความหวังว่า การรื้อฟื้นการทูตระหว่างทรัมป์และคิม จะช่วยเปิดทางให้เกิดการเจรจาระหว่างสองเกาหลีขึ้นอีกครั้ง
ผู้นำเกาหลีใต้ยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินแนวทางปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ปฏิบัติได้จริง และดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยให้มีการเสนอสิ่งจูงใจควบคู่ไปกับการที่เปียงยางมีความคืบหน้าในการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ของตน
ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า คิม จองอึน อาจรู้สึกว่าตนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจาทางการทูตรอบใหม่กับทรัมป์ ซึ่งเป็นผลมาจากศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัสเซียและจีน รัฐบาลเกาหลีเหนือย้ำไว้ว่า สหรัฐจะต้องยกเลิก “นโยบายที่เป็นปรปักษ์” เสียก่อน (ซึ่งเป็นคำที่เปียงยางมักใช้เรียกมาตรการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐ และการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้) รวมถึงยกเลิกตั้งเงื่อนไขให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ ก่อนที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง





