วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

เปิด ‘3 มุมมอง’ ต่อ ‘ศึกชิงแร่’ เจ้าของแร่ VS สหรัฐ VS นายทุน

เปิด 3 มุมมองในสมรภูมิ ‘แร่สำคัญยิ่งยวด’ เมื่อประเทศเจ้าของแร่ต้องการเลิกเป็นเพียงผู้ขุดส่งออก ด้านสหรัฐพยายามเร่งดูดซัพพลายเชนเพื่อสู้จีน ขณะที่ฝั่งเงินทุนตั้งคำถาม ใครจะกล้าทุ่มเงินมหาศาล? เมื่อศึกชิงแร่ยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ‘ใครมีแร่มากกว่า’ แต่ใครจะคุมมูลค่าได้ตั้งแต่ใต้ดินถึงปลายทาง

“แร่สำคัญยิ่งยวด” (Critical Minerals) กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์ยุทธศาสตร์” ที่ทั่วโลกต่างหมายปอง เพราะเป็นวัตถุดิบเบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิป รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับปัญญาประดิษฐ์

ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง ขณะที่ประเทศเจ้าของทรัพยากร ก็ไม่ต้องการทำหน้าที่เพียง “ขุดแล้วส่งออก” อีกต่อไป

ในงานสัมมนาพลังงานระดับนานาชาติ Gastech 2026 ซึ่งกรุงเทพธุรกิจได้มีโอกาสเข้าร่วม ภาพดังกล่าว กำลังสะท้อนผ่าน “มุมมองของผู้ร่วมเสวนา 3 ฝ่าย” ได้แก่

1. ดร.ล็องซีเน คอนเด (Dr. Lanciné Condé) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของกินี (SONAP) “ในมุมประเทศเจ้าของทรัพยากร”

2. ซามูเอล ควอน (Samuel Kwon) ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายใหญ่ แห่งสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (USTDA) “ในมุมพัฒนาโครงการและผลักดันเทคโนโลยี”

3. เอริกา เอสต์ (Erica Ehst) รองประธานสำนักงานด้านพลังงานของบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ (DFC) “ในมุมผู้ให้เงินทุน”

แม้ทั้งสามฝ่ายมอง “แร่สำคัญระดับยิ่งยวด” จากคนละด้าน แต่กลับชี้ไปยังโจทย์เดียวกันว่า การแข่งขันในโลกแร่ยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ว่า “ใครมีแร่มากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครสามารถสร้างห่วงโซ่” ตั้งแต่เหมือง พลังงาน การแปรรูป เงินทุน ไปจนถึงตลาดปลายทางได้สำเร็จ

เปิด ‘3 มุมมอง’ ต่อ ‘ศึกชิงแร่’ เจ้าของแร่ VS สหรัฐ VS นายทุน

‘กินี’ ประกาศเลิกเป็นแค่เจ้าของเหมือง

สำหรับกินี ประเทศที่เศรษฐกิจผูกพันกับอุตสาหกรรมเหมืองอย่างมาก โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียงการขุดแร่ขึ้นมาจากใต้ดิน แต่คือทำอย่างไรให้ทรัพยากรเหล่านั้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากกว่าเดิม

ตัวแทนบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติอย่าง SONAP ระบุว่า ภาคเหมืองมีบทบาทอย่างมากต่อการส่งออกของกินี และการขยายตัวของโครงการเหมืองกำลังผลักดันความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา แร่จำนวนมากถูกผลิตแล้วส่งออกไป “โดยแทบไม่มีการแปรรูปภายในประเทศ”

รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนเกม จากการเป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่การแปรรูปแร่ภายในประเทศ เพื่อเก็บ “มูลค่าเพิ่ม” ไว้ในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

ตัวแทนกินียกตัวอย่างให้เห็นช่องว่างของมูลค่าระหว่างการขายแร่บอกไซต์กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูป โดยชี้ว่า การเพิ่มขั้นตอนการแปรรูปสามารถสร้างรายได้ ภาษี และการจ้างงานให้ประเทศมากกว่าการส่งวัตถุดิบออกไปเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายในระยะยาวจึงทะเยอทะยานถึงขั้นต้องการแปรรูปผลผลิตภายในประเทศ แต่กำแพงใหญ่ที่ขวางอยู่คือ “พลังงาน” เพราะการสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล โดยกินีประเมินว่า ต้องการกำลังไฟฟ้าเพิ่มเติม “มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์” เพื่อรองรับการแปรรูป

ในช่วง 4 ปีข้างหน้า กินีคาดหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าของโรงงานแปรรูปในประเทศ แต่การพึ่งพาน้ำมันเตาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้ LNG ถูกมองเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานที่จะเข้ามารองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว

นี่เป็นมุมมองของประเทศเจ้าของแร่อย่าง “กินี” มีแร่อย่างเดียวไม่พอ หากมูลค่าที่แท้จริงไหลออกไปพร้อมกับเรือส่งออกวัตถุดิบ

USTDA มอง ‘แร่’ ผ่านแว่นภูมิรัฐศาสตร์

หากกินีมองแร่ในฐานะเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ USTDA กลับมองแร่สำคัญผ่านอีกเลนส์หนึ่ง นั่นคือ “ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ”

ตัวแทน USTDA ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุผลหนึ่งที่หน่วยงานให้ความสำคัญกับ “แร่สำคัญยิ่งยวด” มากขึ้น เป็นเพราะสหรัฐเผชิญความเปราะบางของซัพพลายเชน และโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจาก USTDA ไม่ได้พิจารณาเพียงผลต่อการพัฒนาของประเทศปลายทาง แต่ยังต้องมีศักยภาพต่อการส่งออกสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสหรัฐ รวมทั้งสอดคล้องกับแนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “แร่” ในสายตาของ USTDA ไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่กำลังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของประเทศ

ตัวแทน USTDA ถึงกับระบุระหว่างวงสนทนาว่า “เกมภูมิรัฐศาสตร์กำลังเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้” (Geopolitics is happening now) พร้อมชี้ว่า สหรัฐต้องการซัพพลายเชนแร่สำคัญที่มีความมั่นคงมากขึ้น และเริ่มได้รับการติดต่อจากเหมืองหรือพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การสร้างซัพพลายเชนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโครงการแร่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้ USTDA ต้องเลือกโครงการอย่างระมัดระวัง ขณะที่จำนวนบริษัทสหรัฐที่เข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ ยังไม่มากเท่าที่หน่วยงานต้องการ

USTDA จึงเลือกวางบทบาทในจุดที่ตัวเองสามารถสร้างผลกระทบได้ เช่น การสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการทุ่มเงินเข้าไปในขั้นสำรวจหรือขุดเจาะที่มีต้นทุนสูง

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การสนับสนุนโครงการนำเทคโนโลยีของบริษัทจากแคลิฟอร์เนียมาแยกลิเทียมออกจากน้ำเกลือใต้พิภพ ซึ่ง USTDA มองว่า เป็นโครงการที่ตอบโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการนำเทคโนโลยีสหรัฐออกสู่ตลาดต่างประเทศและการเพิ่มแหล่งลิเทียมที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจไฟฟ้า

ที่น่าสนใจคือ USTDA ไม่ได้ต่อต้านความพยายามของประเทศเจ้าของแร่ที่ต้องการแปรรูปทรัพยากรเอง ตรงกันข้าม หน่วยงานระบุว่าสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพราะการแปรรูปภายในประเทศช่วยให้ประเทศเจ้าของทรัพยากรเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ได้มากกว่าการส่งออกสินแร่เพียงอย่างเดียว เพียงแต่โครงการต้องคำนึงถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย

DFC มองอีกขั้น มีแร่แล้ว ใครจะกล้าลงเงิน?

DFC มองปัญหา Critical Minerals ผ่านคำถามที่ต่างออกไป นั่นคือ ต่อให้โลกต้องการแร่มหาศาลและหลายประเทศมีทรัพยากรอยู่ใต้ดิน แต่ใครจะนำเงินหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้านดอลลาร์ไปลงทุนในโครงการที่ใช้เวลานานและเต็มไปด้วยความเสี่ยง

DFC ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการลด “จุดคอขวดเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อไม่ให้ประเทศหรืออุตสาหกรรมใดสามารถใช้ความได้เปรียบจากการควบคุมส่วนสำคัญของซัพพลายเชนได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างห่วงโซ่ใหม่ต้องใช้เงินมหาศาล DFC ระบุว่า ปัจจุบันสามารถพิจารณา “โครงการขนาด 500 ล้านดอลลาร์ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือแม้แต่ 2 พันล้านดอลลาร์” ได้ แต่ความท้าทายคือ การทำให้นักลงทุนเอกชนที่ไม่คุ้นเคยกับตลาดเกิดใหม่ยอมรับความเสี่ยงของการเข้าไปลงทุน

เครื่องมือสำคัญไม่ใช่เพียง “เงินกู้” แต่รวมถึงประกันความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งสามารถช่วยดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่ประเทศหรือโครงการที่นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยงด้วยตัวเอง

สำหรับโครงการที่พัฒนาไปถึงขั้นพร้อมลงทุน DFC ยังสามารถ “ให้เงินทุนระยะยาว 20 ปี หรือสูงสุดถึงประมาณ 25 ปี” เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของโครงการเหมืองและสัญญารับซื้อระยะยาว

แต่ DFC ยังมองกว้างไปกว่าตัวเหมือง เพราะการขุดและแปรรูปแร่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีไฟฟ้า ถนน ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ตัวแทน DFC เผยในงานว่า อย่านำเพียง “โครงการพลังงาน” มาเสนอ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงไฟฟ้าที่ผลิตออกมากับระบบแร่สำคัญได้ โดยเฉพาะโครงการในแอฟริกาหรือประเทศที่มีศักยภาพด้านทรัพยากร เพราะโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง เหมือง และโรงงานแปรรูป แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน

3 มุมมอง แต่กำลังมุ่งสู่ ‘เกมเดียวกัน’

เมื่อวางมุมมองของทั้ง 3 ฝ่ายเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพของการแข่งขันด้านแร่สำคัญที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

กินีบอกว่า “เราไม่ต้องการขุดแล้วขายอย่างเดียวอีกต่อไป” เพราะประเทศเจ้าของทรัพยากรต้องการโรงงาน การจ้างงาน ภาษี และมูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศ

USTDA กล่าวว่า “แร่คือเรื่องของความมั่นคงซัพพลายเชนและภูมิรัฐศาสตร์” สหรัฐจึงต้องการทั้งแหล่งวัตถุดิบ พันธมิตร และเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างซัพพลายเชนที่มั่นคงกว่าเดิม

ส่วน DFC ชี้ว่า “ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเงินทุน” และเงินทุนจะไม่ไหลเข้าสู่เหมือง โรงงานแปรรูป หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากความเสี่ยงยังสูงจนเอกชนไม่กล้าเดิมพัน

สิ่งที่ทั้งสามมุมมองมาบรรจบกันจึงไม่ใช่เพียง “แร่” แต่คือ แร่ พลังงาน โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และตลาดปลายทาง

นั่นอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของสมรภูมิ “แร่สำคัญยิ่งยวด” ในเวลานี้ เพราะโลกไม่ได้กำลังแข่งขันกันเพียงว่า “ใครมีแร่อยู่ใต้ดิน”

แต่กำลังแข่งขันกันว่า “ใครจะควบคุมมูลค่าของแร่ได้ตั้งแต่ใต้ดินจนถึงปลายทาง”

เปิด ‘3 มุมมอง’ ต่อ ‘ศึกชิงแร่’ เจ้าของแร่ VS สหรัฐ VS นายทุน