เปิด 3 มุมมองในสมรภูมิ ‘แร่สำคัญยิ่งยวด’ เมื่อประเทศเจ้าของแร่ต้องการเลิกเป็นเพียงผู้ขุดส่งออก ด้านสหรัฐพยายามเร่งดูดซัพพลายเชนเพื่อสู้จีน ขณะที่ฝั่งเงินทุนตั้งคำถาม ใครจะกล้าทุ่มเงินมหาศาล? เมื่อศึกชิงแร่ยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ‘ใครมีแร่มากกว่า’ แต่ใครจะคุมมูลค่าได้ตั้งแต่ใต้ดินถึงปลายทาง
“แร่สำคัญยิ่งยวด” (Critical Minerals) กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์ยุทธศาสตร์” ที่ทั่วโลกต่างหมายปอง เพราะเป็นวัตถุดิบเบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิป รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับปัญญาประดิษฐ์
ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง ขณะที่ประเทศเจ้าของทรัพยากร ก็ไม่ต้องการทำหน้าที่เพียง “ขุดแล้วส่งออก” อีกต่อไป
ในงานสัมมนาพลังงานระดับนานาชาติ Gastech 2026 ซึ่งกรุงเทพธุรกิจได้มีโอกาสเข้าร่วม ภาพดังกล่าว กำลังสะท้อนผ่าน “มุมมองของผู้ร่วมเสวนา 3 ฝ่าย” ได้แก่
1. ดร.ล็องซีเน คอนเด (Dr. Lanciné Condé) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของกินี (SONAP) “ในมุมประเทศเจ้าของทรัพยากร”
2. ซามูเอล ควอน (Samuel Kwon) ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายใหญ่ แห่งสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (USTDA) “ในมุมพัฒนาโครงการและผลักดันเทคโนโลยี”
3. เอริกา เอสต์ (Erica Ehst) รองประธานสำนักงานด้านพลังงานของบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ (DFC) “ในมุมผู้ให้เงินทุน”
แม้ทั้งสามฝ่ายมอง “แร่สำคัญระดับยิ่งยวด” จากคนละด้าน แต่กลับชี้ไปยังโจทย์เดียวกันว่า การแข่งขันในโลกแร่ยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ว่า “ใครมีแร่มากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครสามารถสร้างห่วงโซ่” ตั้งแต่เหมือง พลังงาน การแปรรูป เงินทุน ไปจนถึงตลาดปลายทางได้สำเร็จ
‘กินี’ ประกาศเลิกเป็นแค่เจ้าของเหมือง
สำหรับกินี ประเทศที่เศรษฐกิจผูกพันกับอุตสาหกรรมเหมืองอย่างมาก โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียงการขุดแร่ขึ้นมาจากใต้ดิน แต่คือทำอย่างไรให้ทรัพยากรเหล่านั้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากกว่าเดิม
ตัวแทนบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติอย่าง SONAP ระบุว่า ภาคเหมืองมีบทบาทอย่างมากต่อการส่งออกของกินี และการขยายตัวของโครงการเหมืองกำลังผลักดันความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา แร่จำนวนมากถูกผลิตแล้วส่งออกไป “โดยแทบไม่มีการแปรรูปภายในประเทศ”
รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนเกม จากการเป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่การแปรรูปแร่ภายในประเทศ เพื่อเก็บ “มูลค่าเพิ่ม” ไว้ในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง
ตัวแทนกินียกตัวอย่างให้เห็นช่องว่างของมูลค่าระหว่างการขายแร่บอกไซต์กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูป โดยชี้ว่า การเพิ่มขั้นตอนการแปรรูปสามารถสร้างรายได้ ภาษี และการจ้างงานให้ประเทศมากกว่าการส่งวัตถุดิบออกไปเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายในระยะยาวจึงทะเยอทะยานถึงขั้นต้องการแปรรูปผลผลิตภายในประเทศ แต่กำแพงใหญ่ที่ขวางอยู่คือ “พลังงาน” เพราะการสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล โดยกินีประเมินว่า ต้องการกำลังไฟฟ้าเพิ่มเติม “มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์” เพื่อรองรับการแปรรูป
ในช่วง 4 ปีข้างหน้า กินีคาดหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าของโรงงานแปรรูปในประเทศ แต่การพึ่งพาน้ำมันเตาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้ LNG ถูกมองเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานที่จะเข้ามารองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว
นี่เป็นมุมมองของประเทศเจ้าของแร่อย่าง “กินี” มีแร่อย่างเดียวไม่พอ หากมูลค่าที่แท้จริงไหลออกไปพร้อมกับเรือส่งออกวัตถุดิบ
USTDA มอง ‘แร่’ ผ่านแว่นภูมิรัฐศาสตร์
หากกินีมองแร่ในฐานะเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ USTDA กลับมองแร่สำคัญผ่านอีกเลนส์หนึ่ง นั่นคือ “ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ”
ตัวแทน USTDA ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุผลหนึ่งที่หน่วยงานให้ความสำคัญกับ “แร่สำคัญยิ่งยวด” มากขึ้น เป็นเพราะสหรัฐเผชิญความเปราะบางของซัพพลายเชน และโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจาก USTDA ไม่ได้พิจารณาเพียงผลต่อการพัฒนาของประเทศปลายทาง แต่ยังต้องมีศักยภาพต่อการส่งออกสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสหรัฐ รวมทั้งสอดคล้องกับแนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “แร่” ในสายตาของ USTDA ไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่กำลังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของประเทศ
ตัวแทน USTDA ถึงกับระบุระหว่างวงสนทนาว่า “เกมภูมิรัฐศาสตร์กำลังเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้” (Geopolitics is happening now) พร้อมชี้ว่า สหรัฐต้องการซัพพลายเชนแร่สำคัญที่มีความมั่นคงมากขึ้น และเริ่มได้รับการติดต่อจากเหมืองหรือพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การสร้างซัพพลายเชนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโครงการแร่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้ USTDA ต้องเลือกโครงการอย่างระมัดระวัง ขณะที่จำนวนบริษัทสหรัฐที่เข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ ยังไม่มากเท่าที่หน่วยงานต้องการ
USTDA จึงเลือกวางบทบาทในจุดที่ตัวเองสามารถสร้างผลกระทบได้ เช่น การสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการทุ่มเงินเข้าไปในขั้นสำรวจหรือขุดเจาะที่มีต้นทุนสูง
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การสนับสนุนโครงการนำเทคโนโลยีของบริษัทจากแคลิฟอร์เนียมาแยกลิเทียมออกจากน้ำเกลือใต้พิภพ ซึ่ง USTDA มองว่า เป็นโครงการที่ตอบโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการนำเทคโนโลยีสหรัฐออกสู่ตลาดต่างประเทศและการเพิ่มแหล่งลิเทียมที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจไฟฟ้า
ที่น่าสนใจคือ USTDA ไม่ได้ต่อต้านความพยายามของประเทศเจ้าของแร่ที่ต้องการแปรรูปทรัพยากรเอง ตรงกันข้าม หน่วยงานระบุว่าสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพราะการแปรรูปภายในประเทศช่วยให้ประเทศเจ้าของทรัพยากรเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ได้มากกว่าการส่งออกสินแร่เพียงอย่างเดียว เพียงแต่โครงการต้องคำนึงถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย
DFC มองอีกขั้น มีแร่แล้ว ใครจะกล้าลงเงิน?
DFC มองปัญหา Critical Minerals ผ่านคำถามที่ต่างออกไป นั่นคือ ต่อให้โลกต้องการแร่มหาศาลและหลายประเทศมีทรัพยากรอยู่ใต้ดิน แต่ใครจะนำเงินหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้านดอลลาร์ไปลงทุนในโครงการที่ใช้เวลานานและเต็มไปด้วยความเสี่ยง
DFC ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการลด “จุดคอขวดเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อไม่ให้ประเทศหรืออุตสาหกรรมใดสามารถใช้ความได้เปรียบจากการควบคุมส่วนสำคัญของซัพพลายเชนได้
อย่างไรก็ตาม การสร้างห่วงโซ่ใหม่ต้องใช้เงินมหาศาล DFC ระบุว่า ปัจจุบันสามารถพิจารณา “โครงการขนาด 500 ล้านดอลลาร์ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือแม้แต่ 2 พันล้านดอลลาร์” ได้ แต่ความท้าทายคือ การทำให้นักลงทุนเอกชนที่ไม่คุ้นเคยกับตลาดเกิดใหม่ยอมรับความเสี่ยงของการเข้าไปลงทุน
เครื่องมือสำคัญไม่ใช่เพียง “เงินกู้” แต่รวมถึงประกันความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งสามารถช่วยดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่ประเทศหรือโครงการที่นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยงด้วยตัวเอง
สำหรับโครงการที่พัฒนาไปถึงขั้นพร้อมลงทุน DFC ยังสามารถ “ให้เงินทุนระยะยาว 20 ปี หรือสูงสุดถึงประมาณ 25 ปี” เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของโครงการเหมืองและสัญญารับซื้อระยะยาว
แต่ DFC ยังมองกว้างไปกว่าตัวเหมือง เพราะการขุดและแปรรูปแร่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีไฟฟ้า ถนน ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
ตัวแทน DFC เผยในงานว่า อย่านำเพียง “โครงการพลังงาน” มาเสนอ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงไฟฟ้าที่ผลิตออกมากับระบบแร่สำคัญได้ โดยเฉพาะโครงการในแอฟริกาหรือประเทศที่มีศักยภาพด้านทรัพยากร เพราะโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง เหมือง และโรงงานแปรรูป แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน
3 มุมมอง แต่กำลังมุ่งสู่ ‘เกมเดียวกัน’
เมื่อวางมุมมองของทั้ง 3 ฝ่ายเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพของการแข่งขันด้านแร่สำคัญที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
กินีบอกว่า “เราไม่ต้องการขุดแล้วขายอย่างเดียวอีกต่อไป” เพราะประเทศเจ้าของทรัพยากรต้องการโรงงาน การจ้างงาน ภาษี และมูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศ
USTDA กล่าวว่า “แร่คือเรื่องของความมั่นคงซัพพลายเชนและภูมิรัฐศาสตร์” สหรัฐจึงต้องการทั้งแหล่งวัตถุดิบ พันธมิตร และเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างซัพพลายเชนที่มั่นคงกว่าเดิม
ส่วน DFC ชี้ว่า “ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเงินทุน” และเงินทุนจะไม่ไหลเข้าสู่เหมือง โรงงานแปรรูป หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากความเสี่ยงยังสูงจนเอกชนไม่กล้าเดิมพัน
สิ่งที่ทั้งสามมุมมองมาบรรจบกันจึงไม่ใช่เพียง “แร่” แต่คือ แร่ พลังงาน โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และตลาดปลายทาง
นั่นอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของสมรภูมิ “แร่สำคัญยิ่งยวด” ในเวลานี้ เพราะโลกไม่ได้กำลังแข่งขันกันเพียงว่า “ใครมีแร่อยู่ใต้ดิน”
แต่กำลังแข่งขันกันว่า “ใครจะควบคุมมูลค่าของแร่ได้ตั้งแต่ใต้ดินจนถึงปลายทาง”





