วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

วิเคราะห์ วิกฤติ ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐ’ แตะ 5% หมดยุคดอกเบี้ยต่ำ

บอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5% ใกล้นิวไฮรอบ 20 ปี จุดวิกฤติของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น นักวิเคราะห์ส่งสัญญาณหมดยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’

KEY POINTS

  • บอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปี ทะยานแตะ 5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หลังเจอมรสุมเทขายหนักจากความเสี่ยงสงครามอิหร่าน หนี้สาธารณะสหรัฐ และราคาพลังงาน
  • ต้นทุนการเงินโลกพุ่งแรง บอนด์ยีลด์ 10 ปีคือต้นทุนอ้างอิงของโลก เมื่อแตะ 5% จะดันดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อบ้าน และต้นทุนธุรกิจให้แพงขึ้น พร้อมกดดันมูลค่าและกำไรของตลาดหุ้นทั่วโลก
  • ปิดฉากยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ’ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจากยุคดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินหลังวิกฤติปี 2008 และกำลังปรับฐานเข้าสู่ระดับดอกเบี้ยสูงในระยะยาว

ซีเอ็นเอ็นรายงานอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ “บอนด์ยีลด์” ระยะยาวรุ่นอายุ 10 ปี ได้พุ่งแตะระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับที่เคยแตะชั่วคราวในปี 2023 และไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ปี 2007 ถือเป็นจุดวิกฤติของเศรษฐกิจโลกและตลาดทุน 

จอห์น ฮิกกินส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า อัตราผลตอบแทนรุ่น 10 ปีที่ระดับ 5% "บางฝ่ายมองว่าเป็นจุดวิกฤติ ซึ่งหากทะลุผ่านไปได้ ตลาดการเงินอาจเข้าสู่ภาวะล่มสลาย"

ปีนี้ตลาดทั่วโลกเผชิญกับแรงผลักดันให้ผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากการปะทุของสงครามกับอิหร่าน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนรุ่น 10 ปีของทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ต่างพุ่งขึ้นแตะระดับที่ไม่ได้เห็นมานานกว่าทศวรรษแล้วทั้งสิ้น

สงครามทำ ‘บอนด์สหรัฐ’ ผันผวนหนัก 

ปีนี้มีนักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลออกมาเยอะมาก ทำให้ราคาพันธบัตรร่วงลง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี พุ่งสูงขึ้นจนเกือบแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2007 ที่เคยยืนเหนือ 5% ได้อย่างต่อเนื่อง

หากย้อนไปช่วงต้นปี บอนด์ยีลด์เปิดมาที่ 4.15% และลดลงไปต่ำกว่า 4% ในเดือนก.พ.

จุดเปลี่ยนเมื่อเกิด “สงครามอิหร่าน” นักลงทุนเทขายอย่างหนัก ดันผลตอบแทนพุ่งแตะ 4.5% ในเดือนพ.ค.

ขณะนี้ตัวเลขบอนด์ยีลด์กลับมาพุ่งแตะระดับ 5% ในเช้าวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. ก่อนจะย่อตัวลงมาซื้อขายต่ำกว่า 5% เพียงเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

บอนด์ยีลด์แตะ 5% หมายความว่าอะไร ?

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ ”บอนด์ยีลด์“ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และรัฐบาลสหรัฐแพงขึ้นตามไปด้วย ตัวเลขยังคงทะยานขึ้นแม้ว่า “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพยายามดำเนินมาตรการเพื่อสยบความกังวลในตลาดพันธบัตรแล้วก็ตาม

ตลาดบอนด์สหรัฐมีมูลค่าเกือบ 32 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลกให้ถูกเทขายอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนต้องรับมือกับความกังวลในหลายประเด็น ตั้งแต่ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ความคาดหวังว่าธนาคารกลางต่างๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงความไม่แน่นอนจากสงครามกับอิหร่าน และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ขาดการควบคุมท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

บอนด์ยีลด์สหรัฐรุ่น 10 ปีเปรียบเสมือนบรรทัดฐาน ของต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ การที่ผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นจึงสามารถดันดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องจ่ายสำหรับสินเชื่อบ้านและสินเชื่ออื่นๆ ให้สูงขึ้นได้

บอนด์ยีลด์ 5% กระทบ ‘ตลาดหุ้น’ ยังไง?

บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกำไรในอนาคตของบริษัทต่างๆ รวมถึงมูลค่าของหุ้น 

เมื่อผลตอบแทนพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงหรือมีความผันผวนเกิดขึ้น ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดหุ้นได้ 

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนเมษายน 2025 เมื่อนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดี“โดนัลด์ ทรัมป์” เขย่าตลาดการเงิน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนรุ่น 10 ปีพุ่งกระฉูด ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลง และตลาดหุ้นดิ่งเหว

ยีลด์พุ่ง 5% หมดยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’

นักวิเคราะห์ระบุว่า การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนทั่วโลกไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ 

รวมทั้ง อาจเป็นหนึ่งในสัญญาที่บ่งชี้ว่า “ยุคดอกเบี้ยต่ำพิเศษ” ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยดอกเบี้ยกำลังกลับมาซื้อขายอยู่ในระดับที่ปกติเหมือนในหลายทศวรรษก่อนหน้า

ภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์

ทว่าในตอนนี้ ตลาดโลกกำลังก้าวผ่านยุคสมัยนั้นไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี 2022 เมื่อธนาคารกลางต่างๆ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่ปะทุขึ้นจากโรคระบาดใหญ่และการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อัตราผลตอบแทนรุ่น 10 ปีเคยอยู่ที่ 1.3% แต่ในตอนนี้มันพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 5% แล้ว