วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

‘โทนี แบลร์’ มอง โลกยังทิ้งฟอสซิลไม่ได้ เร่งสะอาด แต่ต้องรักษาสมดุล

‘โทนี แบลร์’ เตือน โลกเข้าสู่ยุค ‘พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ’ เมื่อสงครามและ AI เขย่าสมการพลังงาน ย้ำโลกยังทิ้งฟอสซิลไม่ได้ พร้อมชี้ทางรอด ผู้นำต้อง ‘เลิกคิดสั้น’ กล้าตัดสินใจเพื่ออนาคต

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ท่ามกลางสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล

“โทนี แบลร์” (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change กล่าวบน เวทีสัมมนาพลังงานระดับนานาชาติ Gastech 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพว่า บทเรียนสำคัญจากวิกฤติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือแต่ละประเทศจำเป็นต้องกลับมาทบทวนนโยบายพลังงานของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “การลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียว”

แบลร์มองว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” (Energy Security) กลายเป็นส่วนสำคัญของความเป็นอิสระและความมั่นคงของประเทศ และควรได้รับการให้ความสำคัญในระดับใกล้เคียงกับ “การป้องกันประเทศ” เพราะพลังงานไม่เพียงจำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นจากการขยายตัวของ AI

“เมื่อมองนโยบายพลังงานของประเทศในวันนี้ ผมคิดว่าควรอยู่ในระดับเดียวกับกลาโหม เมื่อเราพูดถึงความมั่นคงของประเทศในความหมายที่กว้างขึ้น และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในอนาคต” แบลร์กล่าว

เขาระบุว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิหร่าน ตลอดจนความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ทำให้รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า จะสร้างระบบพลังงานที่มีทั้ง “ราคาที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และมีแหล่งจัดหาที่หลากหลาย” ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแห่งเดียว

‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ สะเทือนถึงไทย

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความเปราะบางของระบบพลังงานโลก คือ ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลาง

แบลร์มองว่า ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงช่องแคบมะละกา เป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก” และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศคู่ขัดแย้ง แต่สามารถส่งต่อไปยังเศรษฐกิจทั่วโลกได้

สำหรับไทย ผลกระทบดังกล่าวสามารถส่งผ่านมายังค่าครองชีพ รวมถึงราคาปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ย เมื่อความขัดแย้งผลักดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แบลร์มองว่า การแก้ปัญหาในระยะสั้นด้วยข้อตกลงที่ไม่เหมาะสม อาจสร้างปัญหาใหญ่กว่าในระยะยาว พร้อมแสดงจุดยืน “ไม่สนับสนุนแนวคิดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม” สำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

‘ฟอสซิล-พลังงานสะอาด’ ต้องไปด้วยกัน

นอกจากสงครามแล้ว อีกหนึ่งตัวแปรที่กำลังเปลี่ยนสมการพลังงานโลกอย่างรวดเร็วคือ “AI”

เมื่อศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ต้องการพลังงานจำนวนมหาศาล ประเทศต่างๆ จึงต้องเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาพลังงานให้มีราคาที่ประชาชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงได้

แบลร์มองว่า การถกเถียงเรื่องพลังงานกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มักวาง “เชื้อเพลิงฟอสซิล” กับ “พลังงานสะอาด” ไว้คนละฝั่ง แต่โลกในความเป็นจริงอาจไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้

ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การมีพลังงานเพียงพอ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

“เราไม่สามารถนำพลังงานทั้งสองประเภท มาต่อต้านกันได้”

แบลร์ระบุว่า โลกจำเป็นต้องมี “นโยบายพลังงานที่สมดุล” โดยใช้พลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านควบคู่กับการเดินหน้าไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดขึ้นในระยะยาว

เขายกตัวอย่างจีน สหรัฐ และอินเดีย ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ทั้งสามประเทศต่างกำลังดำเนินนโยบายที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน ได้แก่ การแสวงหาพลังงานราคาถูก การเพิ่มการใช้ไฟฟ้า และการสร้างสมดุลระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน

‘ก๊าซ-นิวเคลียร์’ ยังจำเป็น

แบลร์ย้ำว่า แม้โลกต้องการลดการปล่อยคาร์บอน แต่การคาดหวังให้เชื้อเพลิงฟอสซิลหายไปในระยะเวลาอันสั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

แม้โลกสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้ ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังคงมีอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การบริหารโครงข่ายไฟฟ้า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์และนิวเคลียร์ฟิวชัน

เขายังกล่าวถึงโครงการของไทยที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้ง “พลังงานโซลาร์แสงอาทิตย์” และสามารถส่ง “ไฟฟ้าส่วนเกิน” กลับเข้าสู่ระบบโครงข่าย ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงาน

สำหรับ “พลังงานนิวเคลียร์” แบลร์มองว่า การต่อต้านนิวเคลียร์ในอดีตหลังเหตุการณ์ Three Mile Island, Chernobyl และ Fukushima มีส่วนทำให้การขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์หยุดชะงัก และอ้างถึงการศึกษาของสถาบันของเขาว่า หากโลกยังคงขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ต่อเนื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันอาจต่ำกว่าที่เป็นอยู่

ในระยะสั้น เขาจึงมองว่าโลกยังคงจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะ “ก๊าซธรรมชาติ” เพื่อรองรับการพัฒนา ก่อนจะค่อยๆ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่พลังงานรูปแบบอื่นในระยะยาว

AI การปฏิวัติที่ ‘ใหญ่กว่า’ ปฏิวัติอุตสาหกรรม

แบลร์มองว่า AI ไม่ได้เพียงผลักดันความต้องการพลังงาน แต่กำลังนำโลกเข้าสู่ “การปฏิวัติทางเทคโนโลยี” ที่อาจยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19

หากการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือการมอบเครื่องมือให้มนุษย์สร้างความมั่งคั่งและเพิ่มประสิทธิภาพ AI ก็คือ “การปฏิวัติของสติปัญญา” ซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วและมาพร้อมความไม่แน่นอน เพราะยิ่งโมเดล AI ถูกใช้งาน ก็ยิ่งสร้างข้อมูลกลับไปช่วยพัฒนาโมเดลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แบลร์จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมี “Guardrails” หรือ “กรอบควบคุมความเสี่ยง” แต่ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง สหรัฐ จีน และมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีจำเป็นต้องร่วมกันกำหนดกติกา โดยเฉพาะเพื่อป้องกัน AI ถูกใช้สร้างความวุ่นวายหรือพัฒนาอาวุธที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ

แม้สหรัฐและจีนยังแข่งขันกันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในเรื่อง AI สภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางพลังงาน ทุกฝ่ายยังมี “ผลประโยชน์ร่วม” ที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

โลกผันผวน แต่ผู้นำต้อง ‘คิดระยะยาว’

ท้ายที่สุด แบลร์เชื่อมโยงวิกฤติพลังงาน สงคราม AI และหนี้สาธารณะกลับไปยังปัญหาพื้นฐานของการเมือง นั่นคือการที่รัฐบาลจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลทางการเมืองระยะสั้นมากกว่านโยบายระยะยาว

เขาสรุปหลักคิดของตัวเองไว้ว่า “Policy first, politics second” นโยบายต้องมาก่อน การเมืองมาทีหลัง

กล่าวคือ ผู้นำควรเริ่มจากการหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับประเทศ แล้วจึงสร้างยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้กระแสการเมืองในแต่ละวันเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบาย

ประเทศที่จะประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด หรือมีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถตัดสินใจระยะยาวบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐาน

“ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพลังงาน หรือการรับมือกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยี จงเริ่มต้นจากความเป็นจริง อย่าเริ่มจากสิ่งที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกำลังผลักดัน หรือพาดหัวข่าวที่กำลังส่งเสียงดังในแต่ละวัน”

“คิดระยะยาว หาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง และมีความกล้าที่จะยืนหยัดกับมัน”