ภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนโฉมการค้าโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ฟาดหัวฟาดหางใส่ทั้งมิตรและศัตรู จีนตอบโต้ข้อขัดแย้งการค้ากับสหรัฐและ อียูด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ขณะที่อิหร่านร่วมมือกับฮูตีพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง
พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิเคราะห์เรื่อง "Weaponized Interdependence: ใครคือผู้มีอำนาจในโลกการค้า?" ได้อย่างน่าสนใจ เขาเขียนบทความนี้ลงบนแพลตฟอร์ม substack.com
ครุกแมนเล่าว่า แนวคิดเรื่อง "ภูมิเศรษฐศาสตร์" (Geoeconomics) หรือการที่รัฐบาลใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั้งในวงการวิชาการและสถาบันระดับโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ยกเรื่องนี้ให้เป็นธีมหลักของนิตยสาร F&D ฉบับเดือนมิถุนายน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้จัดการประชุมวิจัยประจำปีในหัวข้อดังกล่าวเช่นกัน
แก่นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือแนวคิด "Weaponized Interdependence" (การใช้อำนาจจากเครือข่ายการพึ่งพาอาศัยกันเป็นอาวุธ) ซึ่งเสนอขึ้นในปี 2019 โดยนักเศรษฐศาสตร์การเมือง Henry Farrell และ Abraham Newman คำนี้อธิบายถึงการที่รัฐบาลใช้ประโยชน์จากการควบคุมเครือข่ายระหว่างประเทศ เช่น สหรัฐที่ใช้บทบาทศูนย์กลางของดอลลาร์ในระบบการเงินโลกในการคว่ำบาตรประเทศศัตรู ปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการที่อิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ จีนขู่ตัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ให้แก่ชาติตะวันตก หรือการใช้อำนาจทางการค้าในลักษณะอื่นๆ เพื่อบีบบังคับทางการเมือง
แม้จะมีงานวิจัยเชิงทฤษฎีและเชิงประจักษ์จำนวนมากเกิดขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องนี้ ดังเช่นที่สรุปไว้ในงานวิจัยของ Mohr และ Trebesch (2025) แต่เรื่องนี้ยังไม่ถูกรวมเข้ากับตำราเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศมาตรฐาน
บทความของครุกแมน มุ่งอธิบายกลไกอำนาจทางการค้าในฐานะเครื่องมือบีบบังคับทางภูมิรัฐศาสตร์
1. ความหมายของ Weaponized Interdependence และความแตกต่างจาก "สงครามการค้า"
ความเข้าใจแบบเดิมเกี่ยวกับ "สงครามการค้า" (Trade War) มักอธิบายผ่านทฤษฎี "การกำหนดภาษีศุลกากรที่เหมาะสมที่สุด" (Optimal Tariff Theory) หรือเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในชาติ ภาวะเช่นนี้มักอยู่ในรูปแบบ "ทฤษฎีเกมสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนักโทษ" (Prisoners' Dilemma) ซึ่งทางออกฝ่ายเดียวของแต่ละประเทศคือการขึ้นภาษีสูง ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ระบบการค้าระหว่างประเทศในอดีต ตั้งแต่พระราชบัญญัติข้อตกลงทางการค้าปี 1934 (Trade Agreements Act) จนถึงความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าปี 1947 (GATT) สามารถพาโลกเข้าสู่ยุคภาษีต่ำผ่านความร่วมมือข้ามชาติ
ในทางกลับกัน Weaponized Interdependence ไม่ใช่สงครามการค้าในความหมายคลาสสิก วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากการระงับการนำเข้า แต่ผู้ใช้เครื่องมือนี้ยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจบางส่วนของตนเอง โดยเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าแก่อีกฝ่าย
"สิ่งนี้จะทำร้ายคุณมากกว่าที่จะทำร้ายฉัน"
ผู้ใช้เครื่องมือนี้จึงใช้คำขู่ในการตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบให้เกิดการยินยอมในประเด็นอื่น เช่น นโยบายภายในประเทศ การควบคุมดินแดน หรือสิทธิในทรัพยากร ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ "สงครามจริง" หรือการขู่ใช้กำลังทางทหารมากกว่าสงครามการค้าแบบเดิม
2. แหล่งที่มาของอำนาจทางการค้า
การวิเคราะห์อำนาจทางการค้าอย่างเป็นระบบจำเป็นต้องอาศัยแบบจำลองการค้าขั้นสูง เช่น งานวิจัยของ Liu และ Yang (2025) อย่างไรก็ตาม เราสามารถเข้าใจหลักการสำคัญได้ผ่านแนวคิด "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost)
เมื่อเกิดการระงับการค้า ความสูญเสียของแต่ละฝ่ายจะขึ้นอยู่กับ "ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน" (Elasticity of Demand and Supply) ในกรณีทั่วไป ความยืดหยุ่นของอุปทานสินค้าส่งออกมักจะสูงกว่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์สินค้านำเข้า หมายความว่า ประเทศผู้นำเข้ามักจะเป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์มากกว่าประเทศผู้ส่งออกเมื่อการค้าถูกตัดขาด
ผู้ส่งออก: บริษัทและแรงงานในภาคการส่งออกมักมีทางเลือกอื่น สามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายการขายไปยังตลาดใหม่ หรือปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่สินค้าชนิดอื่นได้ แม้จะมีต้นทุนในการปรับตัวแต่สามารถทำได้
ผู้นำเข้า: การหาแหล่งนำเข้าทดแทนทำได้ยากกว่าอย่างมาก เนื่องจากมีหลายกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งครองตลาดอุปทานโลกในสินค้าสำคัญเพียงผู้เดียว (เช่น การผลิตแร่หายากหรือแผงโซลาร์เซลล์ของจีน)
ดังนั้น อำนาจในยุค Weaponized Interdependence จึงมาจากบทบาทของการเป็น "ผู้จัดหาอุปทานหลัก" (Suppliers) มากกว่าการเป็นเพียง "ตลาดรองรับสินค้า" (Markets) ตัวอย่างเช่น อำนาจการบีบบังคับของสหรัฐ เกิดจากการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีไมโครชิปขั้นสูงหรือระบบการเงินดอลลาร์ มากกว่าการใช้ภาษีศุลกากรกั้นการนำเข้า
3. กรณีพิเศษ: เศรษฐศาสตร์ภาวะถดถอย (Depression Economics)
ในปี 1937 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ Joan Robinson ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง "Beggar-my-neighbour remedies for unemployment" (นโยบายแก้ไขปัญหาการว่างงานแบบผลักภาระให้เพื่อนบ้าน) เพื่อโต้แย้งแนวคิดการกีดกันทางการค้า เธอระบุว่าการอ้างว่าต้องขึ้นภาษีเพราะประเทศอื่นขึ้นภาษี เปรียบเสมือนการพูดว่า:
"เราควรโยนหินลงไปในท่าเรือของเรา เพราะชาติอื่นมีชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหิน"
อย่างไรก็ตาม Joan Robinson ชี้ให้เห็นว่าในสภาวะที่มีการว่างงานจำนวนมากและอุปสงค์ทั่วโลกตกต่ำ การใช้ภาษีเพื่อบังคับให้ผู้คนซื้อสินค้าภายในประเทศอาจมีความสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1937 และช่วงสั้นๆ หลังวิกฤตการเงินปี 2008
ทว่าในปัจจุบัน สภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้น อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ และการสร้างอุปสงค์ทำได้ผ่านนโยบายการเงิน อำนาจทางเศรษฐกิจจึงยังคงขึ้นอยู่กับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกสินค้าสำคัญเป็นหลัก
4. ใครคือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน?
ในโลกปัจจุบัน มีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลัก 3 แห่ง ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (EU) หากพิจารณาในมิติของ Weaponized Interdependence ดูเหมือนว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างชัดเจน
ภาคการผลิต: สถานะการเป็น "โรงงานของโลก" ทำให้จีนกลายเป็นผู้จัดหาสินค้าที่สำคัญยิ่งต่อทั้งสหรัฐ และยุโรป
การวิเคราะห์การพึ่งพา: แบบจำลองโครงสร้างของ Liu และ Yang (2025) ที่เน้นการพึ่งพาการนำเข้า ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอำนาจทางเศรษฐกิจจีน ซึ่งสูงกว่าสหรัฐ ในปัจจุบัน
การวิเคราะห์ของ Mercator Institute: รายงานจาก Mercator Institute for China Studies ระบุว่า สหรัฐ และยุโรปมีความพึ่งพาการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการพึ่งพานี้เกิดขึ้นในสหรัฐ อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ยิ่งกว่ายุโรป
แม้สหรัฐจะยังคงมีความได้เปรียบในเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ไม่ได้สนับสนุนว่าสหรัฐอยู่ในตำแหน่งที่ครอบงำในโลกที่ใช้ความพึ่งพาทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ในขณะที่จีนกลับมีตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า
5. การค้าในโลกแห่งการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ
โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่การใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบบังคับกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างๆ กำลังดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกกดดัน ผ่านการอุดหนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ภายในประเทศ และการใช้ภาษีศุลกากรเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
แม้กระบวนการนี้จะมีต้นทุนสูง แต่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่ "การแข่งขันสะสมอาวุธทางการค้า" (Trade Arms Race) ซึ่งทุกมหาอำนาจและประเทศขนาดกลางจำเป็นต้องยอมเสียสละทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างเกราะป้องกันตนเองจากการกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
ครุกแมนสรุปว่า “ชอบหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโลกที่การนำความพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นอาวุธกลายเป็นความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราอาจได้แต่หวังว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไปจะเลิกพยายามผนวกแคนาดาหรือเข้ายึดกรีนแลนด์ เราอาจหวังได้ว่าจีนจะเน้นความสมเหตุสมผลและไม่ใช้อำนาจเหนือตลาดของตนในหลายๆ อุตสาหกรรมในทางที่ผิด แต่ในมิตินี้ ความไร้เดียงสาของโลกได้สูญสิ้นไปแล้ว และมันจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีก
นี่หมายความว่า มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลักควร และผมเชื่อว่าจะเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องตนเองจากการที่มหาอำนาจอื่นพยายามนำการค้ามาใช้เป็นอาวุธ สิ่งนี้หมายถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศที่จะไม่สามารถเติบโตได้เลยหากปราศจากการอุดหนุน และในบางสถานการณ์ อาจหมายถึงการตั้งภาษีศุลกากรเพื่อปกป้องภาคส่วนที่เปราะบางและเพื่อจำกัดระดับการพึ่งพาต่างชาติ
ทั้งหมดนี้จะมีต้นทุนที่สูงมาก มันอาจยังไม่เข้าข่ายคำนิยามดั้งเดิมของ "สงครามการค้า" และหากโชคดีรวมถึงมีภูมิปัญญาเพียงพอ เราอาจรอดพ้นจากการใช้อาวุธทางการค้าในลักษณะที่ทำลายล้างอย่างจริงจังได้ แต่ผมเชื่อว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "การแข่งขันสะสมอาวุธทางการค้า" (Trade Arms Race) ซึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทุกแห่ง รวมถึงประเทศขนาดกลางที่แสวงหาการเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจเหล่านี้จะรู้สึกว่าจำเป็นต้องยอมเสียสละทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกกดดันโดยแรงบีบบังคับจากต่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”





