วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

วอร์ช เผชิญแรงกดดันหนักให้ขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลข CPI ร้อนแรง  

ประธานเฟด เควิน วอร์ช กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกำหนดนโยบายสัปดาห์หน้า หลังเงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในเดือนสิงหาคม  

KEY POINTS

  • ประธานเฟด เควิน วอร์ช เผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดแรงกดดันดังกล่าว
  • ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนพุ่งขึ้นเหนือ 85% และนักลงทุนยังคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เควิน วอร์ช กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกำหนดนโยบายสัปดาห์หน้า หลังรายงานเงินเฟ้อฉบับสำคัญเผยว่าเงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในเดือนที่ผ่านมา  

 

เงินเฟ้อพื้นฐานปรับขึ้นมากกว่าที่คาดในเดือนสิงหาคม โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อน ตามข้อมูลของสำนักสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.69) รายงานฉบับนี้เสริมแรงให้กับข้อโต้แย้งที่ผู้กำหนดนโยบายเฟดหลายรายยึดถืออยู่แล้ว ว่าเฟดจำเป็นต้อง “ลงมือจริง” เพื่อสกัดแรงกดดันด้านราคาหลังจากภาวะเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายยาวนานกว่าห้าปี  

 

“สำหรับเฟด ตอนนี้ถึงเวลาต้อง ‘ทำให้เห็น’ ไม่ใช่แค่พูด” โอมายร์ ชารีฟ ประธานและผู้ก่อตั้ง Inflation Insights LLC เขียนในบันทึกถึงลูกค้า  

 

  • คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินเฟ้อลง

 

ภายหลังตัวเลขล่าสุด นักลงทุนส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น โดยความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15–16 ก.ย. ซึ่งอ้างอิงจากตลาดฟิวเจอร์สดอกเบี้ยเฟด พุ่งขึ้นเหนือ 85% จากราว 70% เมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมกันนั้น พวกเขายังคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนธันวาคม  

 

ก่อนรายงานเงินเฟ้อจะออกมา นักเศรษฐศาสตร์ที่ติดตามเฟดยังไม่ได้ให้น้ำหนักต่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ แต่หลังข้อมูลเผยแพร่ สถาบันหลายแห่ง รวมถึง TD Bank และ JPMorgan Chase & Co.  ได้ปรับมุมมองมาคาดว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม  

 

“ตัวเลขนี้ยิ่งทำให้ ‘ศูนย์ถ่วง’ ของการคาดการณ์เอียงไปฝั่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน” ไดแอน สวองก์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG กล่าว “ตอนนี้คำถามไม่ใช่ว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้น แต่คือ ‘ต้องขึ้นแค่ไหน’ ถึงจะควบคุมเงินเฟ้อชุดนี้ได้”  

 

ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมชี้ว่า ส่วนใหญ่ของการปรับขึ้นเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนสิงหาคมมาจากการดีดตัวเป็นประวัติการณ์ของค่าบริการโทรศัพท์ไร้สาย แม้บางคนอาจมองว่าปัจจัยนี้มีผลชั่วครั้งชั่วคราวต่อเงินเฟ้อ แต่บรรดานักวิเคราะห์หลายรายระบุว่าเฟดไม่สามารถยื้อการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปได้ โดยหวังกับคำสัญญาว่าเงินเฟ้อจะลดลงขึ้นในอนาคต  

  • คาดวอร์ชหมดคำอธิบายเรื่องดูแลเงินเฟ้อ

นักลงทุนก็น่าจะนำคำพูดของวอร์ชเองจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง มาคิดประกอบด้วย โดยในสุนทรพจน์นั้น เขาระบุว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยัง “ไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” และเสริมด้วยว่าผู้กำหนดนโยบายยังมี “งานต้องทำ” หากไม่ได้รับหลักฐานใหม่ที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนไปบนเส้นทางที่จะกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด  

 

“คุณไม่สามารถขึ้นเวทีพูดแบบที่คุณทำที่แจ็กสันโฮล แล้วไม่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปได้” ชารีฟกล่าว  

 

  • มุมมองจาก Bloomberg Economics  

“สัญญาณตลาดในแบบดิบ ๆ ชัดมาก: นักลงทุน ‘ต้องการ’ และ ‘คาดหวัง’ ให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ขึ้นดอกเบี้ย หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย วอร์ชจะสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาผู้เล่นในตลาด”  แอนนา หว่อง และแอนดรูว์ ซาเชอร์ นักเศรษฐศาสตร์  กล่าว 

 

  • แรงหนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  

แรงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ก่อตัวภายในเฟดมาแล้ว ระหว่างที่คณะกรรมการยังคงดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ตลอดการประชุม 5 ครั้งแรกของปีนี้ ในการประชุมเดือนกรกฎาคม มีกรรมการ 3 คนออกเสียงไม่เห็นด้วย โดยต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และยังมีกรรมการที่ไม่มีสิทธิ์โหวตอีก 2 คนที่ระบุว่าตนก็จะสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน  

 

อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มผู้กำหนดนโยบายที่มีมุมมองสวนกัน เคยระบุว่าพวกเขาคาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะชะลอตัวลงในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป แม้บางคนยอมรับว่าต้องการเห็นหลักฐานชัดเจนกว่านี้ก่อนจะสนับสนุนการ “คงดอกเบี้ย” ต่อไป  

 

การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับท่าทีแข็งกร้าวด้านเงินเฟ้อของวอร์ช และอาจช่วยเยียวยาความเสียหายจากงานแถลงข่าวเมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายเหตุผลในการคงดอกเบี้ยในวันนั้นได้อย่างน่าพอใจสำหรับนักลงทุน  

 

“ตอนนี้ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในสัปดาห์หน้าดูเหมือน ‘เดินหน้าแล้ว’” ทีมเศรษฐศาสตร์ของ Evercore ISI นำโดยกฤษณะ กูฮา เขียนในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันศุกร์ “เรามองว่าประธานวอร์ชจะประเมินว่าข้อมูลที่ออกมายังไม่ดีพอให้มองข้ามแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือที่ถูกเขย่าจากงานแถลงข่าวเดือนกรกฎาคม เขาน่าจะสามารถรวบรวมเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการให้หนุนการขึ้นดอกเบี้ยได้”  

 

อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจ ซึ่งเป็นผู้ที่แต่งตั้งวอร์ชและยังคงเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ถึงขั้นขู่จะตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ หากเฟดไม่ลดดอกเบี้ย  

 

“ผมเดาว่าถ้าเฟดขยับตัวแรง ๆ ประธานาธิบดีก็คงมีอะไรพูดออกมาแน่นอน” เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ Michael McKee ทาง Bloomberg TV เมื่อวันศุกร์  

 

ถ้าทรัมป์หันมาโจมตีวอร์ช ซึ่งเขายังเรียกว่าเป็น “ผู้นำคนใหม่ผู้ยิ่งใหญ่ของเฟด” อยู่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็อาจกลายเป็นว่ามี “มากกว่าหนึ่งครั้ง” ของการขึ้นดอกเบี้ยให้ประธานาธิบดีออกมาวิจารณ์  

 

ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังปะทุไม่หยุด ราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ดีดขึ้นไปสูงสุดถึง 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญบางอย่างที่หนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เช่น การเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล (data centers) มีแนวโน้มจะไม่ชะลอตัวลงในเร็ววัน  

 

ฝั่งผู้บริโภคเองก็ดูจะกังวลมากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 1 ปีในช่วงต้นเดือนกันยายนดีดขึ้นสู่ 4.6% จาก 4% เมื่อเดือนก่อน และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ที่มีผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า  

 

เจ้าหน้าที่เฟดบางรายโต้แย้งว่าระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน “ไม่ได้กดดันอุปสงค์” มากอย่างที่เคยคิดไว้ และแม้ค่าจ้างดูเหมือนจะไม่ได้เป็นตัวเร่งเงินเฟ้อในตอนนี้ แต่ระดับการว่างงานยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและโดยทั่วไปถูกมองว่าเสถียร  

 

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ช่วยหนุนข้อโต้แย้งที่ว่า เฟดควร “ย้อนกลับ” การลดดอกเบี้ยรวม 0.75 % ที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ในช่วงที่กังวลกันมากกว่าว่าตลาดแรงงานอาจชะลอตัวรุนแรง  

 

จากผลสำรวจผู้อ่าน Bloomberg ช่วงวันที่ 8–10 ก.ย. ส่วนใหญ่ระบุว่า หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า น่าจะเป็นการปรับขึ้น 1–2 ครั้งในรอบนี้ แต่เมื่อวันศุกร์ นักเศรษฐศาสตร์บางรายเริ่มคาดการณ์ว่ามีโอกาสขึ้นมากกว่านั้น  

 

“เฟดจำเป็นต้อง ‘ลบล้าง’ การลดดอกเบี้ย 3 ครั้งที่ทำไว้ช่วงปลายปี 2025 และชะลอเศรษฐกิจที่ตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าระดับศักยภาพอย่างมากในไตรมาสปัจจุบัน” โจเซฟ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM US LLP เขียนในบันทึกถึงลูกค้า