เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปิดเหนือ 1,600 จุด แม้ลดช่วงบวกลงบางส่วน
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
• เงินบาทกลับมาอ่อนค่ากว่าแนว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามทิศทางเงินเยนที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการประชุมเดือนก.ย. ประกอบกับตลาดยังคงมีความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซง หากเงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป
เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นตามสัญญาณตึงเครียดในตะวันออกกลาง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่มีแรงหนุนจากตัวเลข PPI เดือนส.ค. ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าที่คาด ซึ่งทำให้ตลาดปรับเพิ่มมุมมองต่อโอกาสความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 ก.ย.นี้
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังฟื้นตัวขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งอาจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน และการประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี การขยับขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และการชะลอธุรกรรมก่อนการรายงานตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์
• ในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.06 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 7-11 ก.ย. 256 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,390 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยที่ 1,747 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 1,763 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 16 ล้านบาท)
• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 ก.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70-33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม FOMC BOE และ BOJ ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟียเดือนก.ย. ข้อมูลยอดค้าปลีก ดัชนีราคานำเข้า/ส่งออก การเริ่มสร้างบ้าน ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค. รวมถึงตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนส.ค. (อาทิ ยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีก) รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของอังกฤษ ยูโรโซนและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
• ดัชนีหุ้นไทยยังปิดบวกได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน แม้จะทยอยลดช่วงบวกลงตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์
SET index ดีดตัวขึ้นแรงในช่วงต้นสัปดาห์ มาเคลื่อนไหวเหนือแนว 1,600 จุดได้อีกครั้ง ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีปัจจัยหนุนจากกระแสการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งรับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยเริ่มทยอยลดช่วงบวกลงตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ โดยเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ซึ่งทยอยประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ประกอบกับตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
เนื่องจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการโจมตีและตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และปธน. สหรัฐฯ ส่งสัญญาณสงครามอาจลากยาวไปจนถึงหลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยเผชิญแรงเทขายลดเสี่ยงในหุ้นทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค. ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
• ในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,604.52 จุด เพิ่มขึ้น 0.56% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,736.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.37 % จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.61 % มาปิดที่ระดับ 227.36 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (14-18 ก.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,590 และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,620 และ 1,630 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (15-16 ก.ย.) สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม BOE และ BOJ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือนส.ค. ของจีน อาทิ ยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร





