วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

สินค้าโภคภัณฑ์โลกจ่อ ‘พุ่งสูงสุดในรอบ 18 ปี’ หวั่นเงินเฟ้อคืนชีพ

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกพุ่ง ‘เข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี’ รับแรงหนุนจากสงครามตะวันออกกลาง ดีมานด์วัตถุดิบจากกระแส AI และความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ที่ลดลง จุดชนวนความกังวล ‘เงินเฟ้อโลก’ หวนเร่งตัว และอาจบีบพื้นที่ธนาคารกลางในการลดดอกเบี้ย

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังพุ่ง “เข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี” ท่ามกลางแรงหนุนจากสงครามตะวันออกกลาง ความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI และความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ที่ลดลง สร้างความเสี่ยงว่า “เงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลับมาเร่งตัว” และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น

ดัชนี FTSE/CoreCommodity CRB ซึ่งสะท้อนราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 420 จุด ณ วันอังคาร เพิ่มขึ้นราว 30% จากสิ้นเดือน ก.พ. ก่อนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านปะทุขึ้น และเข้าใกล้ระดับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2008 ก่อนการล่มสลายของ Lehman Brothers

ระดับปัจจุบันยังห่างจากสถิติสูงสุดราว 474 จุด ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนก.ค. 2008 เพียงประมาณ 10%

ปัจจัยสำคัญประการแรกมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกแทบไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้ง “มากกว่า 30%” ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและเอเชียเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว

แรงหนุนประการที่สองมาจาก “AI และการใช้พลังงานไฟฟ้า” ซึ่งกำลังเพิ่มความต้องการโลหะสำคัญ โดยเฉพาะทองแดงที่ใช้ในสายไฟ โครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาทองแดงในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบประมาณ 7 เดือน

คาซูโตโมะ โนมูระ ผู้อำนวยการของ Mizuho Bank กล่าวว่า ราคาทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสายไฟสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กำลังปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดการณ์ว่าความต้องการจากศูนย์ข้อมูลและรถยนต์ไฟฟ้า จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ AI และกระแสการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยคือ ความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ที่อ่อนแอลง ซึ่งช่วยดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยดอลลาร์ โดยเฉพาะ “ทองคำ” ซึ่งมีราคาสูงขึ้นประมาณ 5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2008 ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการซื้อทองคำนับตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐและความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์

การพุ่งขึ้นรอบนี้ ยังแตกต่างจากวิกฤติสินค้าโภคภัณฑ์ในอดีต เพราะแม้ดัชนี CRB เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคาน้ำมันดิบยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2008 และ 2022 เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองและการผลิตของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดแรงกระแทกจากปัญหาด้านอุปทาน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบกำลังลุกลามไปสู่ “เงินเฟ้อโลก” โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า อัตราเงินเฟ้อโลกจะเร่งขึ้นเป็น 4.7% ในปี 2026 จาก 4.1% ในปี 2025 พร้อมระบุว่าแนวโน้มเงินเฟ้อขาลงที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี 2024 เริ่มหยุดชะงัก

สถานการณ์ดังกล่าว อาจกลายเป็นโจทย์ยากของธนาคารกลางรายใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังผลักเงินเฟ้อสูงขึ้น พื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก็อาจมีจำกัด

ส่วนญี่ปุ่นเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก ขณะที่เงินเยนที่อ่อนค่า ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนสินค้านำเข้า หากทั้งเงินเยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกระทบทั้งกำลังซื้อของครัวเรือน กำไรภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจญี่ปุ่นในวงกว้าง

อ้างอิง: nikkei