สหรัฐตัสินใจเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตร 'เป็น 3 เท่า' สู่ระดับ 6 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังกดบอนด์ยีลด์ไม่ลง ล่าสุดพุ่งไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ตลาดไม่เซอร์ไพรส์เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว
กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยล่าสุดเมื่อวันพุธว่า จะเพิ่มวงเงินการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล "เป็น 3 เท่า" หรือวงเงินสูงสุด 6 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 2 แสนล้านบาท) ในการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10–20 ปี วันที่ 10 ก.ย. นี้
การลุยเพิ่มวงเงินอีกครั้ง มีขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังเพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเป็น 2 เท่า สู่ระดับอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสถัดไป เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องในตลาด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังแรงเทขายพันธบัตรผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐอายุ 30 ปี ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยกระทรวงการคลังจะซื้อคืนพันธบัตรรุ่นเก่าที่มีสภาพคล่องต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม บอนด์ยีลด์สหรัฐกลับยังปรับตัวสูงขึ้นหลังการประกาศดังกล่าว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีซึ่งเป็นอัตราอ้างอิง เพิ่มขึ้นแตะ 4.8528% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2023
บลูมเบิร์กระบุว่า แผนซื้อคืนพันธบัตรวงเงินล็อตใหญ่ของ "สก็อตต์ เบสเซนต์" รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กำลังเผชิญความจริงจากตลาดบอนด์
บลูมเบิร์กระบุว่า ความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติของของ "สก็อตต์ เบสเซนต์" รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กำลังเผชิญความจริงจากตลาดบอนด์ในวันพุธ หลังการประกาศวงเงินสำหรับการซื้อคืนครั้งแรกในโครงการที่ขยายขนาดขึ้น "ยังไม่มากพอที่จะหยุดการทรุดตัวลงของตลาดพันธบัตร"
แม้จะเพิ่มวงเงินเป็น 3 เท่า จากวงเงินเดิมที่ระบุไว้เมื่อเดือนที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 32 ล้านล้านดอลลาร์ได้ ในวันที่ "ราคาน้ำมันโลก" พุ่งขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับ "เงินเฟ้อ" ที่อยู่ในระดับสูง
ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้หลังการประกาศแผนซื้อคืน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.85% แม้เบสเซนต์เคยตั้งเป้าผลักดันอัตราผลตอบแทนดังกล่าวให้ลดลงหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนกลับเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023
สตีเวน เจิง นักกลยุทธ์ของธนาคารดอยช์แบงก์ กล่าวว่า บรรดาดีลเลอร์ได้เพิ่มการคาดการณ์วงเงินซื้อคืนในวันพฤหัสบดีไเอาไว้แล้ว หลังเบสเซนต์เคยกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะซื้อคืนมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 2 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้นการประกาศวงเงินเพิ่มเป็น 3 เท่า ที่ 6 พันล้านดอลลาร์จึงไม่สามารถสร้างผลแบบ “shock and awe” หรือสร้างความประหลาดใจอย่างรุนแรงตามที่นักลงทุนต้องการได้
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เบสเซนต์ยอมรับต่อสาธารณะว่า เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลง "ราคาดุลยภาพ” (equilibrium price) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ และอธิบายว่าเป้าหมายของเขาคือการชะลอความเคลื่อนไหวของตลาด และป้องกันไม่ให้เกิดกระแสความเชื่อที่อาจสร้างความเสียหายขึ้นมา
ความท้าทายคือ เบสเซนต์กำลังพยายามลดต้นทุนการกู้ยืม ในช่วงที่ราคาสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นในระดับสูง และตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนรัฐบาลวอชิงตันเองก็กำลังเผชิญการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ขณะนี้ กระทรวงการคลังยังไม่ได้ส่งสัญญาณเพิ่มเติมว่าพร้อมจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนให้มากขึ้นอีกหรือไม่ โดยระบุว่า วงเงินซื้อคืนสูงสุดสำหรับการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลประเภท nominal ระยะยาวอีก 6 ครั้งที่กำหนดไว้ในไตรมาสงบประมาณปัจจุบัน จะอยู่ที่ 4 พันล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น
“ในสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ กระทรวงการคลังเหมือนเอาปืนกระบอกเล็กไปสู้กับรถถัง” อีเลียส ฮัดแดด จาก Brown Brothers Harriman & Co. กล่าว
ที่มา: Bloomberg





