ทำไมกองทุนยักษ์ใหญ่ถึงมองเป็น "จังหวะทอง"? ในการล็อกผลตอบแทนตลาดพันธบัตรรัฐบาล “อาเซียน” หลังยีลด์พุ่งจากน้ำมันดีดตัว เร่งเงินเฟ้อ
KEY POINTS
- กองทุนยักษ์ใหญ่มองว่าภาวะตลาดซบเซาและแรงเทขายทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็น "จังหวะทอง" ในการเข้าซื้อเพื่อ "ล็อกผลตอบแทนในระดับที่สูงเป็นพิเศษ"
- พวกเขามองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาเซียนยังคงแข็งแกร่งและยืดหยุ่น โดยมีแรงหนุนจากกำลังซื้อภายในประเทศ
- ความผันผวนในตลาดปัจจุบันถูกมองว่าเป็นผลกระทบจากปัจจัยลบภายนอก เช่น ราคาน้ำมันและยีลด์พันธบัตรโลก ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาค
บลูมเบิร์ก รายงานว่า บรรยากาศในตลาดประมูล “พันธบัตรรัฐบาล” ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ “อาเซียน” กำลังเข้าสู่ช่วงซบเซาอย่างเห็นได้ชัด นักลงทุนต่างชาติชะลอการซื้อ ส่งผลให้ยอดเสนอซื้อเทียบกับปริมาณที่เปิดประมูล และดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนและหลายปี
ทว่าในความเงียบเหงานี้ บรรดากองทุนระดับโลกกลับมองเห็นทิศทางตรงกันข้าม โดยมองว่านี่คือ “โอกาส” ครั้งสำคัญในการเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง
สาเหตุหลักที่ตลาดพันธบัตรในภูมิภาคถูกเทขายและมีความต้องการซื้อชะลอตัวลง มาจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างไทยและฟิลิปปินส์ ต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นบวกกับตัวเลขเงินเฟ้อเดือนส.ค.ที่กลับมาร้อนแรงเกินคาด โดยเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2.53% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ส่วนอินโดนีเซีย เร่งตัวขึ้นสู่ 3.19% ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่คิด จึงพากันชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว
กระทบ ‘บอนด์อาเซียน’
ไทย
พันธบัตรอายุ 10 ปี รุ่นปี 2036 ที่เปิดขายช่วงต้นเดือนก.ย. มีอัตราส่วนยอดจองต่อยอดเสนอขายเพียง 1.13 เท่า ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. ขณะที่ผลตอบแทนพุ่งขึ้นราว 0.20% ในไตรมาสนี้
มาเลเซีย
พันธบัตรระยะยาวรุ่นปี 2046 มียอดซื้อ 1.63 เท่า ต่ำเป็นอันดับสองของปี ส่วน Yield รุ่น 10 ปีพุ่งขึ้นกว่า 0.50% ท่ามกลางเงินเฟ้อเร่งขึ้น 3.19% เมื่อเทียบรายปี และกระแสคาดการณ์ว่าแบงก์ชาติมาเลเซียอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือเศรษฐกิจที่ขยายตัว
ฟิลิปปินส์
สำหรับพันธบัตรอายุ 5 ปี ของ ฟิลิปปินส์มียอดประมูลต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013 และ Yield 10 ปีพุ่งเกิน 0.40%
อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียมียอดเสนอซื้อรวมในระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน พร้อมเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกสุทธิมากที่สุดในรอบหนึ่งเดือนเมื่อวันที่ 7 ก.ย.
ต่างชาติมองสวน โอกาส ‘ล็อกผลตอบแทน’
แม้ตัวเลขตลาดจะดูซบเซา แต่บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำอย่าง เวสเทิร์นแอสเซ็ท เมเนจเมนท์ และอเบอร์ดีน อินเวสต์เมนต์ กลับมองข้ามความผันผวนระยะสั้น
เดสมอน ฝู จากเวสเทิร์นแอสเซ็ท เมเนจเมนท์ชี้ว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาเซียนยังยืดหยุ่นและมีแรงหนุนที่ดีจากกำลังซื้อภายในประเทศ เพียงแต่พันธบัตรระยะยาวกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดโลก ทางกองทุนจึงเลือกโฟกัสที่ พันธบัตรระยะสั้นถึงระยะกลาง และใช้อาศัยช่วงเวลาที่ตลาดยังกลัวเข้าซื้อเพื่อ "ล็อกผลตอบแทนในระดับที่สูงเป็นพิเศษ"
สอดคล้องกับมุมมองของเฟซา วิบาวา จากอเบอร์ดีน อินเวสต์เมนต์ ที่ย้ำว่า แรงเหวี่ยงในปัจจุบันเป็นเพียงผลกระทบจากปัจจัยลบภายนอก ไม่ใช่ปัญหาจากพื้นฐานเศรษฐกิจในอาเซียนที่ถดถอย
ดังนั้น ความผันผวนที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นสัญญาณถอย แต่เป็นจุดเข้าสะสมสินทรัพย์ทั้งในแง่ของผลตอบแทนพันธบัตรและทิศทางค่าเงินในระยะกลางถึงระยะยาว
อ้างอิง Bloomberg





